<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	>

<channel>
	<title>Interior4Thai.com &#124; ตกแต่งภายใน &#124; เฟอร์นิเจอร์ &#124; บิวท์อิน &#124; interior &#124; Decorate &#124; Furniture</title>
	<atom:link href="http://www.interior4thai.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.interior4thai.com</link>
	<description>โฆษณาฟรี,ลงประกาศฟรี,ตลาดซื้อ-ขายสินค้า,เฟอร์นิเจอร์,อุปกรณ์ตกแต่ง,วัสดุก่อสร้าง,ช่างไม้,ผู้รับเหมา,ออกแบบตกแต่ง</description>
	<pubDate>Mon, 02 Mar 2009 18:48:06 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แก้ปัญหา 5 เรื่องน่าเบื่อ ในห้องน้ำ</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=82</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=82#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Mar 2009 18:48:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[D.I.Y]]></category>

		<category><![CDATA[สุขภัณฑ์]]></category>

		<category><![CDATA[ห้องน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=82</guid>
		<description><![CDATA[ห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญห้องหนึ่งของบ้าน และมักมีปัญหามากที่สุด เพราะมีเรื่องของงานระบบ
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บ้านและสวนจึงรวบรวมปัญหาน่าเบื่อที่พบบ่อยๆ พร้อมวิธีแก้ไข
เพื่อให้คุณได้มีความสุขกับการใช้ห้องน้ำให้สมกับเป็น “ห้องสุขา” ของทุกคนในบ้าน

1.สุขภัณฑ์ ไม่สะดวกต่อการใช้งาน
 ปัญหาที่พบ เช่น การวางสุขภัณฑ์ผิดตำแหน่งทำให้ใช้งานไม่สะดวก พื้นที่ใช้งานคับแคบ ในส่วนนี้ ควรคำนึงถึงการจัดแปลนที่ถูกต้องและการเตรียมขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมกับการติดตั้งสุขภัณฑ์แต่ละชนิด ซึ่งควรเริ่มทำตั้งแต่การออกแบบ หากวางผังหรือกำหนดพื้นที่ติดตั้งสุขภัณฑ์ไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาในภายหลังก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องรื้อระบบท่อต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหากต้องมีการสกัดเจาะ
2.โถสุขภัณฑ์ชำระล้างไม่ลง
มีหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ
- ระดับน้ำในถังพักต่ำกว่าระดับมาตรฐาน 
การแก้ไขให้ปรับแต่งลูกลอยตามคำแนะนำของอุปกรณ์รุ่นนั้นๆ หรือ ปรับระดับน้ำให้สูงประมาณหนึ่งนิ้วจากขอบบนท่อน้ำล้น

- การอุดตันที่คอห่านและช่องระบาย 
เมื่อเริ่มระบายได้ช้าลงหรือระบายไม่ได้ต้องรีบจัดการทันที สำหรับกรณีที่ปริมาณสิ่งปฏิกูลในบ่อเกรอะมีมากเกินไป หรือที่เราเรียกว่า “ส้วมเต็ม” ให้ติดต่อหน่วยบริการเพื่อมาสูบถ่ายสิ่งปฏิกูลออกไป ส่วนกรณีที่เกิดการอุดตันชั่วคราวอันเนื่องมาจากการใส่วัสดุที่ไม่พึงประสงค์ลงไป ให้ใช้ถ้วยยางอัดลมหรือสว่านไชคอห่านจัดการได้
- ไม่ได้ติดตั้งท่อระบายอากาศ หรือท่อระบายอากาศมีขนาดเล็กเกินไป 
ให้ตรวจสอบและติดตั้งตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยปกติท่อระบายอากาศควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1.5 นิ้ว และแยกออกจากท่อน้ำทิ้งของโถสุขภัณฑ์โดยตรง
3.กลิ่นไม่พึงประสงค์
 ปัญหานี้มักเกิดจากความเปียกชื้นซึ่งไม่สามารถระบายออกได้หรือระบายไม่ทัน และการที่แสงแดดส่องถึงได้ยาก โดยเฉพาะห้องน้ำที่อยู่ใต้บันไดของตึกแถวหรือทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นห้องติดกัน วิธีแก้ปัญหา ให้เจาะช่องระบายอากาศหรือทำช่องแสง เพื่อให้ห้องสว่างขึ้น
(อาจติดตั้งกลาสบล็อกหรือ ติดบานกระจกฝ้าก็ได้) และทำประตูห้องน้ำเป็นบานเกล็ดตลอดแนว เพื่อให้ลมผ่านเข้าสู่ห้องน้ำได้สะดวก
ที่สำคัญควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ห้องไม่มีกลิ่นอับแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ หลังการใช้ห้องน้ำหายไปอีกด้วย
นอกจากนี้กลิ่นที่เกิดจากระดับน้ำที่คอโถ สุขภัณฑ์ท่วมไม่พอ เป็นสาเหตุให้กลิ่นย้อนขึ้นมา ให้ตรวจที่ระดับลูกลอยในโถเก็บน้ำ อาจมีปัญหาทำให้น้ำไม่พอตามปริมาณที่กำหนด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"><strong>ห้องน้ำเป็นห้องที่สำคัญห้องหนึ่งของบ้าน และมักมีปัญหามากที่สุด เพราะมีเรื่องของงานระบบ<br />
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บ้านและสวนจึงรวบรวมปัญหาน่าเบื่อที่พบบ่อยๆ พร้อมวิธีแก้ไข<br />
เพื่อให้คุณได้มีความสุขกับการใช้ห้องน้ำให้สมกับเป็น “ห้องสุขา” ของทุกคนในบ้าน</strong></span><br />
<span id="more-82"></span></p>
<p></span><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: small;">1.สุขภัณฑ์ ไม่สะดวกต่อการใช้งาน</span></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;"><span style="color: #000000;"> ปัญหาที่พบ เช่น การวางสุขภัณฑ์ผิดตำแหน่งทำให้ใช้งานไม่สะดวก พื้นที่ใช้งานคับแคบ ในส่วนนี้ ควรคำนึงถึงการจัดแปลนที่ถูกต้องและการเตรียมขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมกับการติดตั้งสุขภัณฑ์แต่ละชนิด ซึ่งควรเริ่มทำตั้งแต่การออกแบบ หากวางผังหรือกำหนดพื้นที่ติดตั้งสุขภัณฑ์ไม่เหมาะสม การแก้ปัญหาในภายหลังก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องรื้อระบบท่อต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหากต้องมีการสกัดเจาะ</span></p>
<p></span><strong><span style="font-size: small;">2.โถสุขภัณฑ์ชำระล้างไม่ลง</span></strong><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;">มีหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ</p>
<p>- <span style="color: #800000;"><strong>ระดับน้ำในถังพักต่ำกว่าระดับมาตรฐาน </strong></span><br />
การแก้ไขให้ปรับแต่งลูกลอยตามคำแนะนำของอุปกรณ์รุ่นนั้นๆ หรือ ปรับระดับน้ำให้สูงประมาณหนึ่งนิ้วจากขอบบนท่อน้ำล้น<br />
<span style="color: #800000;"><strong><br />
- การอุดตันที่คอห่านและช่องระบาย </strong></span><br />
เมื่อเริ่มระบายได้ช้าลงหรือระบายไม่ได้ต้องรีบจัดการทันที สำหรับกรณีที่ปริมาณสิ่งปฏิกูลในบ่อเกรอะมีมากเกินไป หรือที่เราเรียกว่า “ส้วมเต็ม” ให้ติดต่อหน่วยบริการเพื่อมาสูบถ่ายสิ่งปฏิกูลออกไป ส่วนกรณีที่เกิดการอุดตันชั่วคราวอันเนื่องมาจากการใส่วัสดุที่ไม่พึงประสงค์ลงไป ให้ใช้ถ้วยยางอัดลมหรือสว่านไชคอห่านจัดการได้</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>- ไม่ได้ติดตั้งท่อระบายอากาศ หรือท่อระบายอากาศมีขนาดเล็กเกินไป </strong></span><br />
ให้ตรวจสอบและติดตั้งตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยปกติท่อระบายอากาศควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1.5 นิ้ว และแยกออกจากท่อน้ำทิ้งของโถสุขภัณฑ์โดยตรง</p>
<p></span><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="font-size: small;">3.กลิ่นไม่พึงประสงค์</span></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;"> ปัญหานี้มักเกิดจากความเปียกชื้นซึ่งไม่สามารถระบายออกได้หรือระบายไม่ทัน และการที่แสงแดดส่องถึงได้ยาก โดยเฉพาะห้องน้ำที่อยู่ใต้บันไดของตึกแถวหรือทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นห้องติดกัน วิธีแก้ปัญหา ให้เจาะช่องระบายอากาศหรือทำช่องแสง เพื่อให้ห้องสว่างขึ้น<br />
(อาจติดตั้งกลาสบล็อกหรือ ติดบานกระจกฝ้าก็ได้) และทำประตูห้องน้ำเป็นบานเกล็ดตลอดแนว เพื่อให้ลมผ่านเข้าสู่ห้องน้ำได้สะดวก</p>
<p>ที่สำคัญควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ห้องไม่มีกลิ่นอับแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ หลังการใช้ห้องน้ำหายไปอีกด้วย<br />
นอกจากนี้กลิ่นที่เกิดจากระดับน้ำที่คอโถ สุขภัณฑ์ท่วมไม่พอ เป็นสาเหตุให้กลิ่นย้อนขึ้นมา ให้ตรวจที่ระดับลูกลอยในโถเก็บน้ำ อาจมีปัญหาทำให้น้ำไม่พอตามปริมาณที่กำหนด หรือปัญหาวาล์วปล่อยน้ำเข้าโถชำรุด ทำให้น้ำไหลเข้าไม่พอก็เป็นได้</p>
<p></span><span style="color: #009933;"><strong><span style="font-size: small;">4.ท่อระบายน้ำทิ้งอุดตัน</span></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;"> การอุดตันของท่อระบายน้ำเสีย ไม่ว่าจะเป็น น้ำทิ้งจากอ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน โถสุขภัณฑ์ เราสามารถแก้ไขได้หลายวิธี อาทิ การทำความสะอาดด้วยการถอดท่อดักกลิ่น การใช้ถ้วยยางอัดลม สว่านไชคอห่านหรือ “งูเหล็ก” รวมถึงการใช้สารเคมีกำจัดสิ่งอุดตันให้หลุดออกไป แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า สารกำจัดสิ่งอุดตันโดยเฉพาะเกล็ดโซดาไฟ มีฤทธิ์ค่อนข้างรุนแรง อาจจะกัดท่อจนได้รับความเสียหาย แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ (เนื่องจาก ใช้วิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล) ก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด</p>
<p></span><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: small;">5.น้ำรั่วน้ำซึม</span></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;"> ในที่นี้จะกล่าวถึงการรั่วซึมของงานระบบท่อ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>- ระบบน้ำดี หรือน้ำประปาที่เรานำมาใช้ ส่วนนี้มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องท่อตัน </strong></span><br />
เนื่องจากมีแรงดันท่อทำให้น้ำไหลออกมาเมื่อเปิดใช้ แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือการรั่วซึมตามรอยต่อต่างๆ เมื่อกาวต่อท่อพีวีซีเสื่อมสภาพ</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>- ระบบน้ำทิ้ง คือท่อระบายน้ำ ที่ใช้แล้ว ซึ่งมักมีเศษสิ่งปฏิกูลต่างๆ </strong></span><br />
เช่น คราบสบู่ เส้นผม กระดาษชำระ ฝุ่นผง รวมทั้งเศษตะกอนต่างๆ ที่มากับน้ำ วิธีสังเกตง่ายๆ เมื่อเกิดการอุดตันคือ เมื่อใช้งาน น้ำจะระบายออกได้ช้า<br />
ควรแก้ไข ด้วยการถอดข้อต่อท่อออกมาทำความสะอาดและหมั่นดูแลรักษาบ่อยๆ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น การใช้ท่อระบายน้ำที่มีขนาดไม่ได้มาตรฐาน</p>
<p>โดยทั่วไปท่อน้ำทิ้งควรมีขนาดไม่ต่ำกว่า 2.5 นิ้ว ท่อโสโครกควรใช้ขนาด 4 นิ้ว ควรเดินท่อให้ลาดเอียงตามมาตรฐานที่กำหนดเป็นอย่างน้อย ยิ่งลาดเอียงได้มาก การอุดตันจะยิ่งน้อยลง และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ต้องมีช่วงต่อหักงอให้น้อยที่สุดใน จุดที่อาจเกิดการรั่วซึม</p>
<p>ที่มา โพสต์ ทูเดย์ </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=82</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>19 วิธีป้องกันบ้านร้อน</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=79</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=79#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Mar 2009 18:42:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกร็ดความรู้เรื่องบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[ความร้อน]]></category>

		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[หากจะมีบ้านสักหลังที่ยืนหยัดต่อสู้กับแดด ลม ฝนมาเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี เชื่อว่าบ้าน
หลังนั้นคงต้องได้รับการออกแบบจากสถาปนิกอย่างพิถีพิถัน ก่อสร้างด้วยวิศวกรที่เอาใจใส่
มีการดูแลรักษาโดยเจ้าของบ้านด้วยหัวใจ เช่นเดียวกับบ้านของ H&#38;D ที่รับใช้คุณผู้อ่าน
Home Feature ฉบับนี้จึงได้สรรหาสารพัดวิธีที่จะช่วยป้องกันบ้านจากความร้อนมาฝากกัน
จะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญติดตามกันโดยพลัน

วางตำแหน่งบ้านและห้องต้องดูทิศ 

1.บ้านหรืออาคารควรออกแบบให้วางตัวขวางทางทิศเหนือใต้ เพราะหลังคาและผนังจะโดนแดดน้อยและสามารถรับลมได้มากกว่าวางตัวอาคารหันไปทางทิศอื่น
2.ออกแบบแปลนบ้านแบบเปิดโล่ง(Open Plan)โดยการลดผนังที่ใช้กั้นห้องต่างๆ เช่น
ห้องนั่งเล่น ห้องโถง ห้องรับประทานอาหาร เพื่อช่วยให้บ้านมีการระบายอากาศที่ดี ลมที่ผ่านเข้ามาภายในบ้านจะไหลเวียนดีขึ้น บ้านก็จะร้อนน้อยลง
3.ห้องที่มีการใช้งานน้อยเช่น ห้องเก็บของหรือโรงรถควรออกแบบให้ตั้งอยู่ในทิศตะวันตก เนื่องจากเป็นทิศที่ร้อนมากที่สุดของวัน เพื่อใช้เป็นแนวกันความร้อนให้กับบ้าน
4. ที่จอดรถ ลานซักล้างหรือพื้นผิวที่เป็นคอนกรีตไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะลมจะพัดเอาความร้อนที่สะสมอยู่ในพื้นคอนกรีตเข้าสู่บ้าน
ป้องกันความร้อนจากภายนอกเข้าบ้าน

5.หลังคาเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และได้รับแสงตลอดทั้งวัน ไม่ควรมีสีเข้มเพราะสะสมความร้อน และควรมีความลาดชันประมาณ 50-60 องศาเพื่อช่วยบังแดดให้กับหลังคาอีกด้าน
6.ผนังด้านใดของบ้านที่ได้รับแสงมากให้เลือกใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อน อย่างอิฐมวลเบาหรือก่อผนังสองชั้นร่วมกับการใช้ฉนวนกันความร้อนที่ผนังก็จะช่วยป้องกันความร้อนได้มากขึ้น
7.ผนังชนิดอื่นๆ เช่นผนังกระจกหรือหน้าต่างที่เป็นกระจกควรเลือกใช้กระจกชนิดฉนวนป้องกัน ความร้อน เช่นกระจกสีเขียวตัดแสงหรือกระจกสองชั้นซึ่งช่วยลดความร้อนที่เข้ามาในบ้านได้
8.บ้านที่ออกแบบให้มีช่องแสงเพื่อประหยัดไฟ อย่าลืมว่าสิ่งที่มาพร้อมแสงแดดคือความร้อน
ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องมีช่องแสง ควรเจาะช่องแสงเพื่อรับแสงจากทางด้านทิศเหนือดีที่สุด จะได้แสงที่ไม่ร้อน
9.ออกแบบผนังด้านที่ได้รับความร้อนมากให้มีแผงกันแดดหรือระแนงไม้เพื่อให้กันความร้อนจากแสงกระทบกับผนังบ้านโดยตรง
ระบายอากาศร้อนจากภายในออกสู่ภายนอก 
10.อากาศร้อนที่ผ่านเข้ามาในบ้านส่วนหนึ่งจะสะสมอยู่ใต้หลังคาและระบายออกที่ชายคารอบบ้าน การเจาะช่องระบายอากาศที่ชายคาควรอยู่ตรงข้ามกันในทิศเหนือและใต้ เพราะมีลมพัดผ่านประจำ ไม่ควรเจาะทุกด้าน เพราะความร้อนจะระบายออกในช่องที่ใกล้สุด จึงไม่เกิดการไหลเวียนของอากาศใต้หลังคา
11.เช่นเดียวกับการระบายความร้อนบนหลังคา ความร้อนที่เข้ามาในบ้านในระดับหน้าต่างก็ต้องมีการไหลเวียน ภายในห้องควรมีหน้าต่างอย่างน้อยสองด้านเพื่อให้ลมที่ผ่านเข้ามามีทางออก อย่าวางเฟอร์นิเจอร์หรือข้าวของบัง ทางลมอากาศในห้องจะมีการไหลเวียนเพิ่มขึ้นและช่วยลดความร้อนลงได้
12.เพื่อควบคุมการระบายอากาศให้ดียิ่งขึ้น จะติดตั้งพัดลมดูดอากาศที่ฝ้าเพดานเพื่อช่วยระบายอากาศใต้ฝ้าก็ได้ ตำแหน่งการติดตั้งพัดลมควรอยู่ตรงกันข้ามกับจุดที่มีลมพัดเข้าบ้าน
เตรียมพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสม

13.เลือกใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดของห้อง ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เพื่อไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักและเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอีกด้วย
14.การเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็มีผลต่อการสะสมความร้อน ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เบา โปร่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;">หากจะมีบ้านสักหลังที่ยืนหยัดต่อสู้กับแดด ลม ฝนมาเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี เชื่อว่าบ้าน<br />
หลังนั้นคงต้องได้รับการออกแบบจากสถาปนิกอย่างพิถีพิถัน ก่อสร้างด้วยวิศวกรที่เอาใจใส่<br />
มีการดูแลรักษาโดยเจ้าของบ้านด้วยหัวใจ เช่นเดียวกับบ้านของ H&amp;D ที่รับใช้คุณผู้อ่าน<br />
Home Feature ฉบับนี้จึงได้สรรหาสารพัดวิธีที่จะช่วยป้องกันบ้านจากความร้อนมาฝากกัน<br />
จะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญติดตามกันโดยพลัน<br />
<span id="more-79"></span><br />
</span><span style="color: #8b008b;"><strong><span style="font-size: small;">วางตำแหน่งบ้านและห้องต้องดูทิศ </span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #8b008b;"><strong></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;">1.บ้านหรืออาคารควรออกแบบให้วางตัวขวางทางทิศเหนือใต้ เพราะหลังคาและผนังจะโดนแดดน้อยและสามารถรับลมได้มากกว่าวางตัวอาคารหันไปทางทิศอื่น</p>
<p>2.ออกแบบแปลนบ้านแบบเปิดโล่ง(Open Plan)โดยการลดผนังที่ใช้กั้นห้องต่างๆ เช่น<br />
ห้องนั่งเล่น ห้องโถง ห้องรับประทานอาหาร เพื่อช่วยให้บ้านมีการระบายอากาศที่ดี ลมที่ผ่านเข้ามาภายในบ้านจะไหลเวียนดีขึ้น บ้านก็จะร้อนน้อยลง</p>
<p>3.ห้องที่มีการใช้งานน้อยเช่น ห้องเก็บของหรือโรงรถควรออกแบบให้ตั้งอยู่ในทิศตะวันตก เนื่องจากเป็นทิศที่ร้อนมากที่สุดของวัน เพื่อใช้เป็นแนวกันความร้อนให้กับบ้าน</p>
<p>4. ที่จอดรถ ลานซักล้างหรือพื้นผิวที่เป็นคอนกรีตไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะลมจะพัดเอาความร้อนที่สะสมอยู่ในพื้นคอนกรีตเข้าสู่บ้าน</p>
<p></span><span style="color: #8b0000;"><strong><span style="font-size: small;">ป้องกันความร้อนจากภายนอกเข้าบ้าน</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #8b0000;"><strong></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;">5.หลังคาเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และได้รับแสงตลอดทั้งวัน ไม่ควรมีสีเข้มเพราะสะสมความร้อน และควรมีความลาดชันประมาณ 50-60 องศาเพื่อช่วยบังแดดให้กับหลังคาอีกด้าน</p>
<p>6.ผนังด้านใดของบ้านที่ได้รับแสงมากให้เลือกใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อน อย่างอิฐมวลเบาหรือก่อผนังสองชั้นร่วมกับการใช้ฉนวนกันความร้อนที่ผนังก็จะช่วยป้องกันความร้อนได้มากขึ้น</p>
<p>7.ผนังชนิดอื่นๆ เช่นผนังกระจกหรือหน้าต่างที่เป็นกระจกควรเลือกใช้กระจกชนิดฉนวนป้องกัน ความร้อน เช่นกระจกสีเขียวตัดแสงหรือกระจกสองชั้นซึ่งช่วยลดความร้อนที่เข้ามาในบ้านได้</p>
<p>8.บ้านที่ออกแบบให้มีช่องแสงเพื่อประหยัดไฟ อย่าลืมว่าสิ่งที่มาพร้อมแสงแดดคือความร้อน<br />
ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องมีช่องแสง ควรเจาะช่องแสงเพื่อรับแสงจากทางด้านทิศเหนือดีที่สุด จะได้แสงที่ไม่ร้อน</p>
<p>9.ออกแบบผนังด้านที่ได้รับความร้อนมากให้มีแผงกันแดดหรือระแนงไม้เพื่อให้กันความร้อนจากแสงกระทบกับผนังบ้านโดยตรง</p>
<p></span><span style="color: #00008b;"><strong><span style="font-size: small;">ระบายอากาศร้อนจากภายในออกสู่ภายนอก </span></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;">10.อากาศร้อนที่ผ่านเข้ามาในบ้านส่วนหนึ่งจะสะสมอยู่ใต้หลังคาและระบายออกที่ชายคารอบบ้าน การเจาะช่องระบายอากาศที่ชายคาควรอยู่ตรงข้ามกันในทิศเหนือและใต้ เพราะมีลมพัดผ่านประจำ ไม่ควรเจาะทุกด้าน เพราะความร้อนจะระบายออกในช่องที่ใกล้สุด จึงไม่เกิดการไหลเวียนของอากาศใต้หลังคา</p>
<p>11.เช่นเดียวกับการระบายความร้อนบนหลังคา ความร้อนที่เข้ามาในบ้านในระดับหน้าต่างก็ต้องมีการไหลเวียน ภายในห้องควรมีหน้าต่างอย่างน้อยสองด้านเพื่อให้ลมที่ผ่านเข้ามามีทางออก อย่าวางเฟอร์นิเจอร์หรือข้าวของบัง ทางลมอากาศในห้องจะมีการไหลเวียนเพิ่มขึ้นและช่วยลดความร้อนลงได้</p>
<p>12.เพื่อควบคุมการระบายอากาศให้ดียิ่งขึ้น จะติดตั้งพัดลมดูดอากาศที่ฝ้าเพดานเพื่อช่วยระบายอากาศใต้ฝ้าก็ได้ ตำแหน่งการติดตั้งพัดลมควรอยู่ตรงกันข้ามกับจุดที่มีลมพัดเข้าบ้าน</p>
<p></span><span style="color: #7d26cd;"><strong><span style="font-size: small;">เตรียมพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสม</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #7d26cd;"><strong></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size: x-small;">13.เลือกใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดของห้อง ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เพื่อไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักและเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานอีกด้วย</p>
<p>14.การเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็มีผลต่อการสะสมความร้อน ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เบา โปร่ง มีสีอ่อน เฟอร์นิเจอร์ที่หนาหนักนอกจากจะเก็บความร้อนแล้วยังสะสมฝุ่นละอองอีกด้วย</p>
<p>15.ใช้เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินป้องกันความร้อน เช่น ตู้เก็บหนังสือ ชั้นวางโทรทัศน์ ตู้โชว์ โดยออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของผนัง เพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอกที่ผ่านเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง</p>
<p>16.เลือกใช้ผนังเบาทำผนังภายในห้องปรับอากาศ จะช่วยลดความร้อนที่สะสมได้ดีกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูน แต่กันเสียงได้ไม่ดีเท่าผนังก่ออิฐฉาบปูน</p>
<p></span><span style="color: #009933;"><strong><span style="font-size: small;">ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านเพื่อป้องกันความร้อน</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #009933;"><strong></strong></span><br />
</span><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">17.ปลูกต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสูง เพื่อช่วยลดอุณหภูมิจากลมร้อนภายนอกที่พัดเข้ามาในบ้านและยังได้ร่มเงาในการป้องกันแดดให้กับบ้านได้อีกด้วย</p>
<p>18.ปลูกพืชคลุมดินแทนการเทคอนกรีตในบริเวณบ้าน เช่นที่จอดรถ อาจจะเปลี่ยนมาใช้บล็อกตัวหนอนที่สามารถปลูกหญ้าสลับได้</p>
<p>19.เปลี่ยนจากรั้วทึบเป็นรั้วโปร่ง เพื่อช่วยให้ลมสามารถพัดเข้าบ้านได้สะดวก แถมยังช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้อีกด้วย บางส่วนของรั้วที่เป็นคอนกรีตให้ปลูกไม้เลื้อยเพื่อช่วยลดความร้อนที่รั้วบ้าน</p>
<p>ที่มา Home&amp;Decor</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=79</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>5 ไอเดียง่ายๆกับการพาบ้านไปพักผ่อน</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=76</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=76#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 08:23:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[ทาสี]]></category>

		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=76</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนที่ต้องทำงานทุกวันจะหยุดก็เพียงวันอาทิตย์เท่านั้น จึงอยากพักผ่อนอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปเที่ยวนอกบ้าน
เรามีไอเดียมาทำให้บ้านของคุณในแต่ละวันก็เป็นวันพักผ่อนค่ะ
1. เพิ่มเติมสีสันให้กับบ้าน
สำหรับคนที่พอมีเวลาว่าง อาจหาเวลาสร้างสีสันให้กับบ้านได้ ด้วยการทาสีผนังใหม่หรือสร้างลวดลายบนผนังด้วยดอกไม้ กิ่งไม้ เป็นต้น
แต่หากไม่ค่อยมีเวลา อาจเปลี่ยนสีสันของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆแทนก็ได้ เช่น ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่าน พรม เป็นต้น
โดยการเลือกลวดลายหรือสีให้ไปในทิศทางเดียวกันเช่น ลวดลายเกี่ยวกับทะเล ดอกไม้ ผลไม้ เป็นต้น โดยโทนสีต่างๆสามารถสร้างอารมณ์ได้ เช่น
- สดชื่น มีชีวิต ชีวาด้วยการใช้สีโทน ขาว ฟ้า น้ำเงิน รวมทั้งสีในโทนเขียว
- อบอุ่นน่าพักผ่อน ด้วยการใช้สีเอิร์ธโทนที่ไม่เข้มมาก เช่น สีอิฐ สีน้ำตาลหรือสีในโทนส้ม
- อ่อนหวาน โรแมนติก ด้วยการเลือกใช้สีอ่อนๆแบบพาสเทล เช่น สีขาว สีครีม หรือสีในโทนเหลือง
2.เปิดรับธรรมชาติ
เปิดบานประตูหน้าต่างๆให้กว้างเข้าไว้เพื่อรับแสงแดดอากาศและได้เห็นบรรยากาศภายนอกไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าได้อย่างชัดเจน บ้านจะดูสว่างขึ้น นอกจากนี้สายลมและแสงแดดยังทำให้บรรยากาศภายในห้องดูโปร่งโล่ง ส่งผลให้ผู้ที่อยู่อาศัยรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ยิ่งหากพื้นที่รอบข้างเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติด้วยแล้ว ก็สามารถใช้เป็นจุดพักผ่อนสายตาได้อีก
3.สร้างบรรยากาศให้บ้าน
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในการใช้ของตกแต่งเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศ โดยควรให้เข้ากับสีสันและลวดลายของเฟอร์นิเจอร์ที่เราได้
เปลี่ยนแปลงไป เช่น ต้องการบรรยากาศทะเล ให้ใช้โมบายเปลือกหอย ภาพวาดหรือมู่ลี่เกี่ยวกับทะเล หากต้องการบรรยากาศดอกไม้ ก็นำดอกไม้มาใช้ตกแต่งทำเป็นแจกันตั้งหลายๆมุมหรือจะใช้ภาพวาดหรือมูลี่เกี่ยวกับดอกไม้แทนก็ได้
4. เลือกแต่งเพียงบางมุม
สร้างบรรยากาศให้กับบ้านแบบประหยัดได้ ด้วยการเลือกตกแต่งเพียงบางมุมที่คุณใช้งานบ่อยๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;">หลายคนที่ต้องทำงานทุกวันจะหยุดก็เพียงวันอาทิตย์เท่านั้น จึงอยากพักผ่อนอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปเที่ยวนอกบ้าน<br />
เรามีไอเดียมาทำให้บ้านของคุณในแต่ละวันก็เป็นวันพักผ่อนค่ะ<span id="more-76"></span></p>
<p></span><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: small;">1. เพิ่มเติมสีสันให้กับบ้าน</span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">สำหรับคนที่พอมีเวลาว่าง อาจหาเวลาสร้างสีสันให้กับบ้านได้ ด้วยการทาสีผนังใหม่หรือสร้างลวดลายบนผนังด้วยดอกไม้ กิ่งไม้ เป็นต้น<br />
แต่หากไม่ค่อยมีเวลา อาจเปลี่ยนสีสันของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆแทนก็ได้ เช่น ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่าน พรม เป็นต้น<br />
โดยการเลือกลวดลายหรือสีให้ไปในทิศทางเดียวกันเช่น ลวดลายเกี่ยวกับทะเล ดอกไม้ ผลไม้ เป็นต้น โดยโทนสีต่างๆสามารถสร้างอารมณ์ได้ เช่น<br />
- สดชื่น มีชีวิต ชีวาด้วยการใช้สีโทน ขาว ฟ้า น้ำเงิน รวมทั้งสีในโทนเขียว<br />
- อบอุ่นน่าพักผ่อน ด้วยการใช้สีเอิร์ธโทนที่ไม่เข้มมาก เช่น สีอิฐ สีน้ำตาลหรือสีในโทนส้ม<br />
- อ่อนหวาน โรแมนติก ด้วยการเลือกใช้สีอ่อนๆแบบพาสเทล เช่น สีขาว สีครีม หรือสีในโทนเหลือง</p>
<p></span><span style="color: #009933;"><strong><span style="font-size: small;">2.เปิดรับธรรมชาติ</span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">เปิดบานประตูหน้าต่างๆให้กว้างเข้าไว้เพื่อรับแสงแดดอากาศและได้เห็นบรรยากาศภายนอกไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าได้อย่างชัดเจน บ้านจะดูสว่างขึ้น นอกจากนี้สายลมและแสงแดดยังทำให้บรรยากาศภายในห้องดูโปร่งโล่ง ส่งผลให้ผู้ที่อยู่อาศัยรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ยิ่งหากพื้นที่รอบข้างเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติด้วยแล้ว ก็สามารถใช้เป็นจุดพักผ่อนสายตาได้อีก</p>
<p></span><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="font-size: small;">3.สร้างบรรยากาศให้บ้าน</span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในการใช้ของตกแต่งเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศ โดยควรให้เข้ากับสีสันและลวดลายของเฟอร์นิเจอร์ที่เราได้<br />
เปลี่ยนแปลงไป เช่น ต้องการบรรยากาศทะเล ให้ใช้โมบายเปลือกหอย ภาพวาดหรือมู่ลี่เกี่ยวกับทะเล หากต้องการบรรยากาศดอกไม้ ก็นำดอกไม้มาใช้ตกแต่งทำเป็นแจกันตั้งหลายๆมุมหรือจะใช้ภาพวาดหรือมูลี่เกี่ยวกับดอกไม้แทนก็ได้</p>
<p></span><strong><span style="font-size: small;">4. เลือกแต่งเพียงบางมุม</span></strong><br />
<span style="font-size: x-small;">สร้างบรรยากาศให้กับบ้านแบบประหยัดได้ ด้วยการเลือกตกแต่งเพียงบางมุมที่คุณใช้งานบ่อยๆ โดยเลือกของตกแต่งที่ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือเข้าชุดกัน แต่สามารถสื่อถึงอารมณ์ที่เราต้องการได้ แล้วนำมาจัดวางรวมกันสไตล์มิกซ์แอนด์แมทช์ ก็จะได้มุมพักผ่อนแบบง่ายๆแล้ว</p>
<p></span><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: small;">5. ปิกนิกอยู่กับบ้าน</span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">สำหรับบ้านที่พอจะมีพื้นที่สวน เพียงแค่ออกมาเดินเล่นในสวนแล้วหามุมเหมาะๆใต้ร่มไม้สักมุม เพื่อใช้เป็นที่สำหรับผูกเปลญวนหรือปูเสื่อทำเป็นมุมนั่งเล่นนอนเล่นรับลมเย็นๆก็เหมือนได้ไปเที่ยวแล้ว หรืออาจจะชวนเพื่อนๆขนอุปกรณ์ปิกนิกมาจัดปาร์ตี้กันในสวนก็ดูสนุกไปอีกแบบทีเดียว</p>
<p>เห็น ไหมคะว่าการเราสามารถพักผ่อนที่ไหนก็ได้ในบ้านของเรา อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ<br />
แล้วจะเห็นว่าความสุขนั้นเราสามารถสร้างได้จากบ้านของเรานั่นเองค่ะ</p>
<p>โดย ชุติมา สุวานิชย์<br />
แหล่งอ้างอิง<br />
เรื่อง : ดำรง ลี้ไวโรจน์ นิตยสารบ้านและสวน ฉบับที่ 364</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=76</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ห้องครัว สุขภาพดี สะดวกใช้</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=73</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=73#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 08:15:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกร็ดความรู้เรื่องบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[กระเบื้อง]]></category>

		<category><![CDATA[ครัว]]></category>

		<category><![CDATA[เคาน์เตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=73</guid>
		<description><![CDATA[ห้องครัวสุขภาพดีต้องสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เริ่มต้นจากการออกแบบผนัง
เคาน์เตอร์ทำครัวตามหลักการออกแบบที่ดี เจ้าของบ้านจำนวนมากพอใจกับห้องครัวรูปตัวยู
เพราะมีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างมาก ขอแนะนำให้มีเคาน์เตอร์ทำงานกลางห้อง เพราะจะช่วย
เพิ่มพื้นที่ทำงานและที่เก็บของได้อีกมาก แต่ถ้าไม่ได้ออกแบบเคาน์เตอร์กลางห้องไว้แต่ต้น
แค่เพิ่มโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีลิ้นชักขึ้นมากลางห้องสักตัวก็สามารถทดแทนได้
การออกแบบพื้นที่เก็บของใต้เคาน์เตอร์ครัวถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะการทำครัวต้อง
ใช้วัสดุอุปกรณ์หลายรูปแบบ ครัวที่ดีจะจัดสรรตำแหน่งจัดเก็บเครื่องมือทำครัวให้เข้ากับ
ลักษณะการใช้งาน และใกล้เคียงกับบริเวณที่จะต้องถูกใช้งาน
ควรติดตั้งชั้นเก็บของแบบหมุนออกที่ใต้เคาน์เตอร์ตำแหน่งหัวมุม เพื่อที่จะไม่ต้องก้มให้
ปวดหลังทุกครั้งที่หยิบของ ของที่มีน้ำหนักมากควรเก็บไว้ในตู้ที่ติดตั้งรางเลื่อนดึงออกได้
สุดความลึกตู้ ตู้เก็บเครื่องกระป๋องหรือของแห้งควรอยู่ใกล้ประตู เป็นต้น
- อากาศสดชื่นในห้องครัว ห้องครัวถูกใช้ทุกวัน วันละหลายครั้ง
ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะเกิดการสะสมของไอน้ำมัน ควันไฟและความชื้นในครัวเป็นปริมาณ
มากมายเพียงใด หากออกแบบห้องครัวให้มีการระบายอากาศไม่ดี มีเพียงปล่องดูดควัน
ชนิดไส้กรองคาร์บอนซึ่งช่วยลดกลิ่นและน้ำมัน แต่ไม่ช่วยลดความร้อนหรือความชื้น
อาจทำให้ประสิทธิภาพการระบายอากาศไม่ดีพอ
ส่งผลให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียในปล่องที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้ครัวได้
อ่างล้างจาน ผิวเคาน์เตอร์และเขียง เป็นที่เพาะพันธุ์แบคทีเรียชั้นดี
ดังนั้นพยายามเลือกวัสดุที่มีพื้นผิวเรียบ ไม่ดูดซับเศษอาหารหรือเชื้อโรค
ควรมีผ้าเช็ดทำความสะอาดใกล้มือเพื่อใช้เช็ดถูทำความสะอาดเคาน์เตอร์ได้บ่อยครั้ง
หากเลือกใช้เคาน์เตอร์ไม้หรือเขียงไม้ จะต้องเช็ดถูหรือล้างทำความสะอาดทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ
เคาน์เตอร์ที่กรุด้วยกระเบื้องเซรามิกเคลือบมัน ทำความสะอาดง่าย เพราะแข็งแรงไม่เป็น
รอยขีดข่วน แต่อย่าลืมระมัดระวังร่องระหว่างแผ่น ซึ่งอาจกลายเป็นที่สะสมคราบเศษอาหาร
ควรยาแนวให้ดีหรือปูกระเบื้องให้ชิดกันมากที่สุด
การเลือกซื้ออุปกรณ์ใช้งานในครัว
หลีกเลี่ยงประเภทพลาสติกลามิเนตผสมอะคริลิกหรือโพลีเอสเตอร์ซึ่งมีส่วนผสมของวัสดุที่มีพิษ 
หลีกเลี่ยง การใช้เฟอร์นิเจอร์ครัวที่ผลิตจากวัสดุไม้อัด ปาร์ติ เคิลบอร์ด
ซึ่งกระบวนการผลิตต้องใช้กาวสังเคราะห์ที่ทำให้เกิดฟอร์มัลดีไฮด์
หรือถูกเคลือบผิวด้วยสารเคมีที่มีฟอร์มัลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ
เลือกใช้เคาน์เตอร์ที่ทำด้วยไม้จริงและเคลือบผิวไม้ด้วยการทาสี
หรือใช้ยูเรเทนสูตรน้ำหรือใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น แกรนิต สเตนเลสสตีลจะปลอดภัยกว่า 
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;">ห้องครัวสุขภาพดีต้องสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เริ่มต้นจากการออกแบบผนัง<br />
เคาน์เตอร์ทำครัวตามหลักการออกแบบที่ดี เจ้าของบ้านจำนวนมากพอใจกับห้องครัวรูปตัวยู<br />
เพราะมีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างมาก ขอแนะนำให้มีเคาน์เตอร์ทำงานกลางห้อง เพราะจะช่วย<br />
เพิ่มพื้นที่ทำงานและที่เก็บของได้อีกมาก แต่ถ้าไม่ได้ออกแบบเคาน์เตอร์กลางห้องไว้แต่ต้น<br />
</span><span style="font-size: x-small;">แค่เพิ่มโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีลิ้นชักขึ้นมากลางห้องสักตัวก็สามารถทดแทนได้<br />
<span id="more-73"></span>การออกแบบพื้นที่เก็บของใต้เคาน์เตอร์ครัวถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะการทำครัวต้อง<br />
ใช้วัสดุอุปกรณ์หลายรูปแบบ ครัวที่ดีจะจัดสรรตำแหน่งจัดเก็บเครื่องมือทำครัวให้เข้ากับ<br />
ลักษณะการใช้งาน และใกล้เคียงกับบริเวณที่จะต้องถูกใช้งาน</p>
<p><span style="color: #800080;">ควรติดตั้งชั้นเก็บของแบบหมุนออกที่ใต้เคาน์เตอร์ตำแหน่งหัวมุม เพื่อที่จะไม่ต้องก้มให้<br />
ปวดหลังทุกครั้งที่หยิบของ ของที่มีน้ำหนักมากควรเก็บไว้ในตู้ที่ติดตั้งรางเลื่อนดึงออกได้<br />
สุดความลึกตู้ ตู้เก็บเครื่องกระป๋องหรือของแห้งควรอยู่ใกล้ประตู เป็นต้</span>น</p>
<p>- อากาศสดชื่นในห้องครัว ห้องครัวถูกใช้ทุกวัน วันละหลายครั้ง<br />
ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะเกิดการสะสมของไอน้ำมัน ควันไฟและความชื้นในครัวเป็นปริมาณ<br />
มากมายเพียงใด หากออกแบบห้องครัวให้มีการระบายอากาศไม่ดี มีเพียงปล่องดูดควัน<br />
ชนิดไส้กรองคาร์บอนซึ่งช่วยลดกลิ่นและน้ำมัน แต่ไม่ช่วยลดความร้อนหรือความชื้น<br />
อาจทำให้ประสิทธิภาพการระบายอากาศไม่ดีพอ<br />
ส่งผลให้เกิดเชื้อราและแบคทีเรียในปล่องที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้ครัวได้</p>
<p><span style="color: #800000;">อ่างล้างจาน ผิวเคาน์เตอร์และเขียง เป็นที่เพาะพันธุ์แบคทีเรียชั้นดี<br />
ดังนั้นพยายามเลือกวัสดุที่มีพื้นผิวเรียบ ไม่ดูดซับเศษอาหารหรือเชื้อโรค<br />
ควรมีผ้าเช็ดทำความสะอาดใกล้มือเพื่อใช้เช็ดถูทำความสะอาดเคาน์เตอร์ได้บ่อยครั้ง<br />
หากเลือกใช้เคาน์เตอร์ไม้หรือเขียงไม้ จะต้องเช็ดถูหรือล้างทำความสะอาดทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ</span></p>
<p>เคาน์เตอร์ที่กรุด้วยกระเบื้องเซรามิกเคลือบมัน ทำความสะอาดง่าย เพราะแข็งแรงไม่เป็น<br />
รอยขีดข่วน แต่อย่าลืมระมัดระวังร่องระหว่างแผ่น ซึ่งอาจกลายเป็นที่สะสมคราบเศษอาหาร<br />
ควรยาแนวให้ดีหรือปูกระเบื้องให้ชิดกันมากที่สุด</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>การเลือกซื้ออุปกรณ์ใช้งานในครัว</strong><br />
หลีกเลี่ยงประเภทพลาสติกลามิเนตผสมอะคริลิกหรือโพลีเอสเตอร์ซึ่งมีส่วนผสมของวัสดุที่มีพิษ </span></p>
<p>หลีกเลี่ยง การใช้เฟอร์นิเจอร์ครัวที่ผลิตจากวัสดุไม้อัด ปาร์ติ เคิลบอร์ด<br />
ซึ่งกระบวนการผลิตต้องใช้กาวสังเคราะห์ที่ทำให้เกิดฟอร์มัลดีไฮด์<br />
หรือถูกเคลือบผิวด้วยสารเคมีที่มีฟอร์มัลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ</p>
<p><span style="color: #800080;">เลือกใช้เคาน์เตอร์ที่ทำด้วยไม้จริงและเคลือบผิวไม้ด้วยการทาสี<br />
หรือใช้ยูเรเทนสูตรน้ำหรือใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น แกรนิต สเตนเลสสตีลจะปลอดภัยกว่า </span></p>
<p>ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=73</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สารพัดเทคนิค&#8230;ฉลาดแต่งคอนโดมิเนียม</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=70</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=70#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 08:12:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการตกแต่งบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[คอนโดมิเนียม]]></category>

		<category><![CDATA[ตกแต่ง]]></category>

		<category><![CDATA[วัสดุ]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=70</guid>
		<description><![CDATA[แนวโน้มการเลือกที่พักอาศัยของคนเมืองในปัจจุบัน ที่เริ่มนิยมหันมาอยู่คอนโดมิเนียมมากขึ้น
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือกอยู่อาศัยใน คอนโดฯ และกำลังวางแผนตกแต่งอยู่แล้วละก็
&#8220;ประกิต พนานุรัตน์&#8221; สถาปนิก แนะวิธี ตกแต่งคอนโดฯที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดง่ายๆ
จัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้ยืดหยุ่น 
รวมพื้นที่บางส่วนเข้าด้วยกันในลักษณะพื้นที่อเนกประสงค์ ปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยได้
แต่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย เช่น โต๊ะรับประทานอาหารปรับเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานได้
หรือใช้เป็นโต๊ะจัดเตรียมอาหาร, ชุดโซฟานั่งเล่น ใช้ได้ทั้งดูทีวี เล่นเกม ทำงาน รับแขก
เลือกใช้ระบบ wireless และ note book นั่งทำงานได้ทุกๆ ส่วนของบ้าน
เน้นเรียบโล่ง โปร่ง สบายตา 
เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด การตกแต่งจึงควรจะมีแนวทางที่ช่วยทำให้ห้องดูกว้างสบาย ไม่อึดอัด
พยายามเปิดช่องรับแสงจากภายนอก จะทำให้กว้าง มีมิติ สร้างความต่อเนื่องของพื้นที่
โดยหลีกเลี่ยงการกั้น ผนังทึบ หากจำเป็นอาจเลือกใช้วัสดุที่โปร่ง เช่น
ฉากหรือม่านที่เลื่อนเปิดปิดได้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามความเหมาะสม
หรือเลือกใช้ชั้นวางของเตี้ยๆ เพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ในลักษณะ low partition
ช่วยให้ห้องดูไม่ทึบและอึดอัด
ที่นิยมใช้กันมาก คือ ใช้วัสดุผิวมันวาว 
เช่น กระจกหรือสเตนเลส สร้างเงาสะท้อนเพื่อเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ ช่วยให้พื้นที่ดูกว้าง
มี space มากขึ้น สีตกแต่งควรมีสีที่อ่อนทำให้ห้องดูโปร่ง สบายตายิ่งขึ้น
การเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง
ควรมีลักษณะที่โปร่ง เบา มีขาขนาดเล็ก เช่น เหล็ก หรือสเตนเลสสตีล
จะทำให้ห้องดูกว้างขึ้น หลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่หนาหนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;">แนวโน้มการเลือกที่พักอาศัยของคนเมืองในปัจจุบัน ที่เริ่มนิยมหันมาอยู่คอนโดมิเนียมมากขึ้น<br />
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือกอยู่อาศัยใน คอนโดฯ และกำลังวางแผนตกแต่งอยู่แล้วละก็<br />
&#8220;ประกิต พนานุรัตน์&#8221; สถาปนิก แนะวิธี ตกแต่งคอนโดฯที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดง่ายๆ<span id="more-70"></span></p>
<p></span><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: small;">จัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้ยืดหยุ่น </span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">รวมพื้นที่บางส่วนเข้าด้วยกันในลักษณะพื้นที่อเนกประสงค์ ปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยได้<br />
แต่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย เช่น โต๊ะรับประทานอาหารปรับเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานได้<br />
หรือใช้เป็นโต๊ะจัดเตรียมอาหาร, ชุดโซฟานั่งเล่น ใช้ได้ทั้งดูทีวี เล่นเกม ทำงาน รับแขก<br />
เลือกใช้ระบบ wireless และ note book นั่งทำงานได้ทุกๆ ส่วนของบ้าน</p>
<p></span><span style="color: #009933;"><strong><span style="font-size: small;">เน้นเรียบโล่ง โปร่ง สบายตา </span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด การตกแต่งจึงควรจะมีแนวทางที่ช่วยทำให้ห้องดูกว้างสบาย ไม่อึดอัด<br />
พยายามเปิดช่องรับแสงจากภายนอก จะทำให้กว้าง มีมิติ สร้างความต่อเนื่องของพื้นที่<br />
โดยหลีกเลี่ยงการกั้น ผนังทึบ หากจำเป็นอาจเลือกใช้วัสดุที่โปร่ง เช่น<br />
ฉากหรือม่านที่เลื่อนเปิดปิดได้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามความเหมาะสม<br />
หรือเลือกใช้ชั้นวางของเตี้ยๆ เพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ในลักษณะ low partition<br />
ช่วยให้ห้องดูไม่ทึบและอึดอัด</p>
<p></span><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="font-size: small;">ที่นิยมใช้กันมาก คือ ใช้วัสดุผิวมันวาว </span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">เช่น กระจกหรือสเตนเลส สร้างเงาสะท้อนเพื่อเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ ช่วยให้พื้นที่ดูกว้าง<br />
มี space มากขึ้น สีตกแต่งควรมีสีที่อ่อนทำให้ห้องดูโปร่ง สบายตายิ่งขึ้น</p>
<p></span><strong><span style="font-size: small;">การเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง</span></strong><br />
<span style="font-size: x-small;">ควรมีลักษณะที่โปร่ง เบา มีขาขนาดเล็ก เช่น เหล็ก หรือสเตนเลสสตีล<br />
จะทำให้ห้องดูกว้างขึ้น หลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่หนาหนัก และมีขนาดใหญ่ คับห้อง<br />
และใช้เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์หรือหนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น</p>
<p></span><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="font-size: small;">จัดการข้าวของรกกวนใจ </span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">ควรมีที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เพียงพอ ควรใช้ตู้เก็บของ หรือตู้โชว์ ที่มีความลึกของตู้ที่<br />
เหมาะสมและมีความยาว จะดีกว่าการกั้นเป็นห้องเก็บของ ซึ่งจะเปลืองพื้นที่มากกว่า<br />
ข้าวของชิ้นไหนที่ไม่จำเป็นก็จัดการนำไปรีไซเคิลเสีย</p>
<p></span><span style="color: #009933;"><strong><span style="font-size: small;">ระบายอากาศที่ดีเพื่อห้องพักน่าอยู่ </span></strong></span><br />
<span style="font-size: x-small;">ห้องพักที่มีการระบายอากาศที่ดี มีกลิ่นสะอาด ไม่อับชื้น จะน่าอยู่<br />
กลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์มักจะมาจากการทำอาหาร<br />
จึงต้องจัดเตรียมระบบดูดควันและระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ<br />
การเลือกวัสดุตกแต่งภายในก็ควรเลือกใช้วัสดุที่ไม่เก็บกลิ่นอับ ทำความสะอาดได้ง่าย ฯลฯ</p>
<p>ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=70</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>แก้ปัญหา&#8230;สีทาบ้านหลุดล่อน</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=66</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=66#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 08:07:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกร็ดความรู้เรื่องบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[สี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[บ้านถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อทุกครอบครัว
คงไม่มีใครอยากอยู่ในบ้านที่ไม่เรียบร้อยหรืออยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม
ดังนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวควรมีส่วนร่วมช่วยกันดูแล บำรุงรักษาบ้านให้ใหม่อยู่เสมอ
เพราะจะช่วยให้สมาชิกในบ้านมีความเบิกบาน มีสุขภาพจิตดี ไม่หงุดหงิดง่าย
หลายคนคงเคยพบปัญหาว่าทำไมรั้วบ้านของเราเริ่มมีสีไม่เจิดจ้าเหมือนเดิม และมีอาการ
หลุดล่อนจะทำอย่างไรดีนะ โดยทั่วไปแล้วปัญหาสีหลุดล่อน มักพบได้ทั่วไปที่ระดับความสูง
60 เซนติเมตร จากพื้นดิน ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร
สาเหตุอาจเกิดมาจากความชื้นจากผิวดินซึมขึ้นมาตามผนังกำแพง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว
ผิวผนังบ้านส่วนใหญ่จะเป็นอิฐบล็อกที่มีความเป็นพรุนสูง  (รวมไปถึงวัสดุอื่นด้วย แต่การดูดความชื้นจะไม่เท่ากัน)
จากนั้นน้ำจะถูกขังภายในพื้นผิวผนัง เมื่อน้ำระเหยออกจากผนังก็จะดันเอาสีหลุดออกมาด้วย
วิธีแก้ไข
มีหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้ฟิล์มป้องกันความชื้นใต้อาคาร ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างทำได้ยาก
เพราะอาคารส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นมาแล้ว แต่ยังมีวิธีการแก้ไขอื่นๆ อีกดังนี้
1.ขจัดสีที่หลุดล่อนออกให้หมด แล้วเลือกใช้สีที่ความชื้นสามารถซึมผ่านออกไปได้
เพื่อทาภายนอกอาคาร ส่วนภายในอาคารก็ควรใช้สีที่ป้องกันความชื้นได้สูง
แต่ควรทราบไว้ก่อนว่า สีที่ความชื้นสามารถซึมผ่านออกไปได้นั้นมีความทนทานน้อยกว่า
สีอะคริลิกเกรดพรีเมี่ยม ฉะนั้นควรมีการทาสีใหม่ทุก 2-3 ปี
2.ทำผนังใหม่ไปเลย หากคุณเห็นว่านอกจากสีลอกแล้ว ผิวผนังยังเป็นขุยและล่อนออกมา
ง่ายๆ เลือกใช้ผนังใหม่ที่ใช้วัสดุเกรดดีหน่อยที่มีความพรุนสูง แต่ค่าการดูดซึมต่ำ เช่น
ผนังอิฐมวลเบา เป็นต้น
3.กรณีที่ต้นไม้อยู่ใกล้อาคาร การรดน้ำจะเป็นสาเหตุของความชื้น
ควรเคลื่อนย้ายต้นไม้ให้ห่างจากผนังก็ได้ หรือใช้วัสดุอื่นตกแต่งที่ผิวผนังที่ต้องโดนความชื้น
อยู่เป็นประจำ เช่น หินลำธาร ก้อนกรวด กระเบื้องแกรนิต และอื่นๆ เป็นต้น
เท่านี้สีบ้านก็จะอยู่ติดทนนานแสนนาน
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;"><strong>บ้านถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อทุกครอบครัว<br />
คงไม่มีใครอยากอยู่ในบ้านที่ไม่เรียบร้อยหรืออยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม<br />
ดังนั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวควรมีส่วนร่วมช่วยกันดูแล บำรุงรักษาบ้านให้ใหม่อยู่เสมอ<br />
เพราะจะช่วยให้สมาชิกในบ้านมีความเบิกบาน มีสุขภาพจิตดี ไม่หงุดหงิดง่าย</strong><span id="more-66"></span></span></p>
<p>หลายคนคงเคยพบปัญหาว่าทำไมรั้วบ้านของเราเริ่มมีสีไม่เจิดจ้าเหมือนเดิม และมีอาการ<br />
หลุดล่อนจะทำอย่างไรดีนะ โดยทั่วไปแล้วปัญหาสีหลุดล่อน มักพบได้ทั่วไปที่ระดับความสูง<br />
60 เซนติเมตร จากพื้นดิน ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร<br />
สาเหตุอาจเกิดมาจากความชื้นจากผิวดินซึมขึ้นมาตามผนังกำแพง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว<br />
ผิวผนังบ้านส่วนใหญ่จะเป็นอิฐบล็อกที่มีความเป็นพรุนสูง  (รวมไปถึงวัสดุอื่นด้วย แต่การดูดความชื้นจะไม่เท่ากัน)<br />
จากนั้นน้ำจะถูกขังภายในพื้นผิวผนัง เมื่อน้ำระเหยออกจากผนังก็จะดันเอาสีหลุดออกมาด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>วิธีแก้ไข<br />
มีหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้ฟิล์มป้องกันความชื้นใต้อาคาร ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างทำได้ยาก<br />
เพราะอาคารส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นมาแล้ว แต่ยังมีวิธีการแก้ไขอื่นๆ อีกดังนี้</strong></span></p>
<p>1.ขจัดสีที่หลุดล่อนออกให้หมด แล้วเลือกใช้สีที่ความชื้นสามารถซึมผ่านออกไปได้<br />
เพื่อทาภายนอกอาคาร ส่วนภายในอาคารก็ควรใช้สีที่ป้องกันความชื้นได้สูง<br />
แต่ควรทราบไว้ก่อนว่า สีที่ความชื้นสามารถซึมผ่านออกไปได้นั้นมีความทนทานน้อยกว่า<br />
สีอะคริลิกเกรดพรีเมี่ยม ฉะนั้นควรมีการทาสีใหม่ทุก 2-3 ปี</p>
<p><span style="color: #008000;">2.ทำผนังใหม่ไปเลย หากคุณเห็นว่านอกจากสีลอกแล้ว ผิวผนังยังเป็นขุยและล่อนออกมา<br />
ง่ายๆ เลือกใช้ผนังใหม่ที่ใช้วัสดุเกรดดีหน่อยที่มีความพรุนสูง แต่ค่าการดูดซึมต่ำ เช่น<br />
ผนังอิฐมวลเบา เป็นต้น</span></p>
<p>3.กรณีที่ต้นไม้อยู่ใกล้อาคาร การรดน้ำจะเป็นสาเหตุของความชื้น<br />
ควรเคลื่อนย้ายต้นไม้ให้ห่างจากผนังก็ได้ หรือใช้วัสดุอื่นตกแต่งที่ผิวผนังที่ต้องโดนความชื้น<br />
อยู่เป็นประจำ เช่น หินลำธาร ก้อนกรวด กระเบื้องแกรนิต และอื่นๆ เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #008000;">เท่านี้สีบ้านก็จะอยู่ติดทนนานแสนนาน</span></p>
<p>ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=66</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การจัดฮวงจุ้ยในห้องครัว</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=63</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=63#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 08:04:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[ครัว]]></category>

		<category><![CDATA[ฮวงจุ้ย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=63</guid>
		<description><![CDATA[จะแนะนำถึงห้องสำคัญห้องหนึ่งทีเดียวในการดูฮวงจุ้ย นั่นคือห้องครัว
เหตุเพราะห้องครัวมีเตาไฟ ซึ่งเป็นธาตุไฟ มีอานุภาพทำลายพลังชี่ที่ดีได้
แต่ก็สามารถก่อให้เกิดพลังชีวิตได้เช่นกัน 
ขอเริ่มแนะนำจากเรื่องตำแหน่งของห้องครัวก่อน ดังนี้
1. ประตูของครัว ไม่ควรตรงกับประตูหน้าบ้านหรือหลังบ้าน
เพราะพลังจะไหลผ่านเร็วเกินไป แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ควรหาผนังมากั้น
2. ทิศที่ไม่เหมาะเป็นห้องครัว คือทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ
เพราะเป็นธาตุทอง ไฟจะทำลายทอง ทำให้คนในบ้านมักเข้ากันไม่ได้
ทิศที่เหมาะคือทิศตะวันออก หรือตะวันออกเฉียงเหนือ

3. น้ำกับไฟไม่ถูกกัน ดังนั้นประตูห้องครัวไม่ควรใกล้ประตูห้องน้ำหรือประตูห้องน้ำไม่ควรตรงกับเตาไฟ
4. การวางท่อน้ำ ไม่ควรวางผ่านตัดห้องครัว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรชิดผนังอย่างมิดชิด
5. ไม่ควรมีขื่อคานพาดเหนือเตาไฟ เพราะจะเกิดอุปสรรคโดยเฉพาะการเงิน
6. ห้องครัว ไม่ควรอยู่กลางบ้าน มีผลถึงสุขภาพคนในครอบครัว อาจมีคนเป็นโรคหัวใจ
7. ถ้าแก้เรื่องทิศทางของห้องครัวไม่ได้
อย่างน้อยพื้นครัวควรต่ำกว่าพื้นบ้านโดยทั่วไป เพื่อกักพลังไว้
8. ควรหาโมบายมีเสียงมาแขวนไว้ที่หน้าต่างหรือในห้องครัว จะช่วยเรื่องการหมุนเวียนพลังที่ดี
9. ดอกไม้สีสดๆ สวยๆ เหมาะกับห้องครัว
แถมยังช่วยกักเก็บพลังที่ดีไว้ได้ด้วย แต่ควรหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ
10. สุดท้ายเป็นเคล็ดโบราณว่าไว้ หาถุงแดงหรือซองจดหมายสีแดง
ใส่เมล็ดข้าวสารลงไปให้เต็ม ปิดให้สนิท
เอาไปเก็บไว้ในตู้ที่มิดชิดส่งเสริมความสมบูรณ์พูนสุขในบ้าน
ขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสาร mars magazine No.65 march 08
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;">จะแนะนำถึงห้องสำคัญห้องหนึ่งทีเดียวในการดูฮวงจุ้ย นั่นคือห้องครัว<br />
เหตุเพราะห้องครัวมีเตาไฟ ซึ่งเป็นธาตุไฟ มีอานุภาพทำลายพลังชี่ที่ดีได้<br />
แต่ก็สามารถก่อให้เกิดพลังชีวิตได้เช่นกัน <span id="more-63"></span><br />
ขอเริ่มแนะนำจากเรื่องตำแหน่งของห้องครัวก่อน ดังนี้</p>
<p><span style="color: #800000;">1. ประตูของครัว ไม่ควรตรงกับประตูหน้าบ้านหรือหลังบ้าน<br />
เพราะพลังจะไหลผ่านเร็วเกินไป แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ควรหาผนังมากั้น</span></p>
<p>2. ทิศที่ไม่เหมาะเป็นห้องครัว คือทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ<br />
เพราะเป็นธาตุทอง ไฟจะทำลายทอง ทำให้คนในบ้านมักเข้ากันไม่ได้<br />
ทิศที่เหมาะคือทิศตะวันออก หรือตะวันออกเฉียงเหนือ<br />
<span style="color: #800000;"><br />
3. น้ำกับไฟไม่ถูกกัน ดังนั้นประตูห้องครัวไม่ควรใกล้ประตูห้องน้ำหรือประตูห้องน้ำไม่ควรตรงกับเตาไ</span>ฟ</p>
<p>4. การวางท่อน้ำ ไม่ควรวางผ่านตัดห้องครัว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรชิดผนังอย่างมิดชิด</p>
<p><span style="color: #000080;">5. ไม่ควรมีขื่อคานพาดเหนือเตาไฟ เพราะจะเกิดอุปสรรคโดยเฉพาะการเงิน</span></p>
<p>6. ห้องครัว ไม่ควรอยู่กลางบ้าน มีผลถึงสุขภาพคนในครอบครัว อาจมีคนเป็นโรคหัวใจ</p>
<p><span style="color: #000080;">7. ถ้าแก้เรื่องทิศทางของห้องครัวไม่ได้<br />
อย่างน้อยพื้นครัวควรต่ำกว่าพื้นบ้านโดยทั่วไป เพื่อกักพลังไว้</span></p>
<p>8. ควรหาโมบายมีเสียงมาแขวนไว้ที่หน้าต่างหรือในห้องครัว จะช่วยเรื่องการหมุนเวียนพลังที่ดี</p>
<p><span style="color: #3366ff;">9. ดอกไม้สีสดๆ สวยๆ เหมาะกับห้องครัว<br />
แถมยังช่วยกักเก็บพลังที่ดีไว้ได้ด้วย แต่ควรหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ</span></p>
<p>10. สุดท้ายเป็นเคล็ดโบราณว่าไว้ หาถุงแดงหรือซองจดหมายสีแดง<br />
ใส่เมล็ดข้าวสารลงไปให้เต็ม ปิดให้สนิท<br />
เอาไปเก็บไว้ในตู้ที่มิดชิดส่งเสริมความสมบูรณ์พูนสุขในบ้าน</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสาร mars magazine No.65 march 08</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=63</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>12 Tips for Small Kitchen ครัวเล็กแต่มากประโยชน์</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=60</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=60#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 08:01:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการตกแต่งบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[ครัว]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องราวของการจัดและปรับรูปแบบ &#8220;ครัว&#8221; ขนาดไซซ์พอเหมาะกับห้องชุด 
ซึ่งดูเข้ากันดีกับยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ อย่างน้อยก็ได้ ไอเดียใหม่ๆ อาทิ
1.เลือกซื้อจาน ชาม ช้อน ส้อม ให้เป็นชุด ดีกว่า
เพราะนอกจากจะดูเก๋ น่าใช้และเป็นระเบียบแล้ว
คุณแม่บ้านยังได้ทุกอย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกซื้อทีละอย่าง
2.ถ้ามั่นใจว่าเครื่องครัวที่เลือกซื้อมา ดีไซน์เก๋ไก๋ไม่แพ้ใคร ก็ควรหาตู้โชว์มาใส่
3.หากเป็นไปได้ให้ทำช่องหน้าต่างบริเวณครัว ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายกลิ่นที่เกิดจากการ
ปรุงอาหารแล้ว ยังช่วยให้ในห้องครัวมีแสงสว่างเพียงพออีกด้วย
จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่า ห้องครัวจะอับชื้น หรือระบายอากาศไม่ดี
4.อย่าปล่อยให้ด้านในฝาตู้ต้องว่างไป โดยเปล่าประโยชน์
อาจใช้เป็นที่แขวนเครื่องครัวเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นที่วางแก้วหรือของตกแต่ง
5.ในส่วนที่เลอะบ่อยๆ ควรเลือกใช้วัสดุที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
เช่น สเตนเลส หินแกรนิต หรือกระเบื้อง
6.ทำตู้ให้เยอะที่สุดเพื่อเอาไว้เก็บเครื่องครัวที่ไม่ค่อยได้ใช้ จะได้ไม่รกหูรกตา
และยังง่าย ต่อการทำความสะอาด ซึ่งสมัยนี้นิยมทำตู้ build in ติดกับผนังครัว
หรือง่ายๆ หาซื้อตู้แขวนผนังสำเร็จรูปซึ่งมีขายทั่วไป วิธีนี้ช่วยคุณประหยัดเนื้อที่และทำให้ห้องครัวดูเรียบร้อยขึ้น
7.ลองหาซื้อเครื่องครัวที่มีดีไซน์เก๋ๆหรือแปลกตา รับรองว่าครัวของคุณจะมีชีวิตชีวามากขึ้น
8.เลือกวัสดุปูพื้นที่มีพื้นผิวมัน เพราะจะช่วยสะท้อนแสงทำให้ห้องสว่างขึ้น
ให้ความรู้สึกสะอาด และยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย
9.แสงสว่างในครัวก็สำคัญนะ ควรมีดวงไฟ ในครัวมากกว่าหนึ่งจุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและสัดส่วนของห้องครัว
นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงปลั๊กไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ในครัวอีกด้วย 
10.หลีกเลี่ยงที่จะวางเฟอร์นิเจอร์อย่างโต๊ะ ไว้ในครัว แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
ควรเลือกที่สามารถพับเก็บได้ หรือมีดีไซน์แบบบาง หรือโต๊ะแบบกลม
11.เลือกขนาดของตู้เย็น หม้อหุงข้าวและไมโครเวฟให้เหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว
เพราะนอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังช่วยให้ไม่เปลืองเนื้อที่ในครัวอีกด้วย
12 หาซื้อขวดแก้วใสแบบที่มีฝาปิดมิดชิดมาเก็บไว้บ้าง
เผื่อใส่อาหารหรือเครื่องปรุงที่ต้องซื้อทีละมากๆ ช่วยให้ดูสวยงาม สะอาดและเป็นระเบียบ
ที่มา จากวารสารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;">เรื่องราวของการจัดและปรับรูปแบบ &#8220;ครัว&#8221; ขนาดไซซ์พอเหมาะกับห้องชุด </span><span style="font-size: x-small;"><br />
ซึ่งดูเข้ากันดีกับยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ อย่างน้อยก็ได้ ไอเดียใหม่ๆ อาทิ</p>
<p><span id="more-60"></span><span style="color: #993300;">1.เลือกซื้อจาน ชาม ช้อน ส้อม ให้เป็นชุด ดีกว่า<br />
เพราะนอกจากจะดูเก๋ น่าใช้และเป็นระเบียบแล้ว<br />
คุณแม่บ้านยังได้ทุกอย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกซื้อทีละอย่าง</span></p>
<p>2.ถ้ามั่นใจว่าเครื่องครัวที่เลือกซื้อมา ดีไซน์เก๋ไก๋ไม่แพ้ใคร ก็ควรหาตู้โชว์มาใส่</p>
<p><span style="color: #000080;">3.หากเป็นไปได้ให้ทำช่องหน้าต่างบริเวณครัว ซึ่งนอกจากจะช่วยระบายกลิ่นที่เกิดจากการ<br />
ปรุงอาหารแล้ว ยังช่วยให้ในห้องครัวมีแสงสว่างเพียงพออีกด้วย<br />
จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่า ห้องครัวจะอับชื้น หรือระบายอากาศไม่ดี</span></p>
<p>4.อย่าปล่อยให้ด้านในฝาตู้ต้องว่างไป โดยเปล่าประโยชน์<br />
อาจใช้เป็นที่แขวนเครื่องครัวเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นที่วางแก้วหรือของตกแต่ง</p>
<p><span style="color: #800000;">5.ในส่วนที่เลอะบ่อยๆ ควรเลือกใช้วัสดุที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย<br />
เช่น สเตนเลส หินแกรนิต หรือกระเบื้อง</span></p>
<p>6.ทำตู้ให้เยอะที่สุดเพื่อเอาไว้เก็บเครื่องครัวที่ไม่ค่อยได้ใช้ จะได้ไม่รกหูรกตา<br />
และยังง่าย ต่อการทำความสะอาด ซึ่งสมัยนี้นิยมทำตู้ build in ติดกับผนังครัว<br />
หรือง่ายๆ หาซื้อตู้แขวนผนังสำเร็จรูปซึ่งมีขายทั่วไป วิธีนี้ช่วยคุณประหยัดเนื้อที่และทำให้ห้องครัวดูเรียบร้อยขึ้น</p>
<p><span style="color: #800000;">7.ลองหาซื้อเครื่องครัวที่มีดีไซน์เก๋ๆหรือแปลกตา รับรองว่าครัวของคุณจะมีชีวิตชีวามากขึ้น</span></p>
<p>8.เลือกวัสดุปูพื้นที่มีพื้นผิวมัน เพราะจะช่วยสะท้อนแสงทำให้ห้องสว่างขึ้น<br />
ให้ความรู้สึกสะอาด และยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย</p>
<p><span style="color: #800080;">9.แสงสว่างในครัวก็สำคัญนะ ควรมีดวงไฟ ในครัวมากกว่าหนึ่งจุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและสัดส่วนของห้องครัว<br />
นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงปลั๊กไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ในครัวอีกด้วย </span></p>
<p>10.หลีกเลี่ยงที่จะวางเฟอร์นิเจอร์อย่างโต๊ะ ไว้ในครัว แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ<br />
ควรเลือกที่สามารถพับเก็บได้ หรือมีดีไซน์แบบบาง หรือโต๊ะแบบกลม</p>
<p><span style="color: #ff0000;">11.เลือกขนาดของตู้เย็น หม้อหุงข้าวและไมโครเวฟให้เหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว<br />
เพราะนอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังช่วยให้ไม่เปลืองเนื้อที่ในครัวอีกด้วย</span></p>
<p>12 หาซื้อขวดแก้วใสแบบที่มีฝาปิดมิดชิดมาเก็บไว้บ้าง<br />
เผื่อใส่อาหารหรือเครื่องปรุงที่ต้องซื้อทีละมากๆ ช่วยให้ดูสวยงาม สะอาดและเป็นระเบียบ</p>
<p>ที่มา จากวารสารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=60</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ประหยัดแอร์ด้วยพัดลม</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=56</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=56#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2009 10:39:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[ประหยัดพลังงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อ พูดถึงเรื่องอากาศร้อนในปัจจุบัน หากอยากหลบอากาศร้อนๆ ที่แผดเผาคุณอยู่ บางคนก็อาจมีวิธีคลายร้อนที่ไม่เหมือนกัน  ทั้งออกไปเดินตากแอร์ตามห้าง เข้าโรงหนัง หรือถ้าอยากสบายหน่อย ก็นอนเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่บ้าน แต่ถ้าคุรเลือกอย่างหลัง ผมก็มีวิธีช่วยประหยัดพลังงานเครื่องปรับอากาศมาให้คุณได้ลองใช้กัน โดยมีตัวช่วย นั่นก็คือ “พัดลม”

พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกชนิดหนึ่ง ที่จะมาเป็นตัวช่วยเครื่องปรับอากาศของคุณให้ลดการใช้พลังงานลง การเปิดพัดลมช่วยแอร์ เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับห้องปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่ เรามักจะใช้วิธีเร่งลมที่เป่าออกมาหรือไม่ก็ปรับอุณหภูมิให้ต่ำลงจะได้เย็น ทั่วห้อง การทำเช่นนั้นจะทำให้เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานมากขึ้น และที่สำคัญเปลืองไฟมากขึ้น

คุณรู้หรือไม่ว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อนำความเย็นไปสู้กับความร้อนนั้น ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานจำนวนมหาศาล ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานธรรมชาติเข้าช่วยนั่นก็คือ ลม หลายคนคงคิดว่าทำไมเปิดเครื่องปรับกากาศแล้วยังต้องเปิดพัดลมอีก ไม่เปลืองพลังงานมากกว่าเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเดียวหรือ คำตอบคือเปลืองแต่น้อยกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเดียว 

การเปิด พัดลม จะทำให้ไม่ต้องลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เพราะการลดอุณหภูมิ 1 องศา จะกินไฟมากขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมว่า เครื่องปรับอากาศ 1 ตัน กินไฟประมาณ 1,200 วัตต์ พัดลม 1 ตัว กินไฟเพียง 50 วัตต์ ถ้าเราเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศพร้อมกันตามที่แนะนำ จะสามารถช่วยชาติประหยัดได้มหาศาล

 การดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศก็เป็น เรื่องที่สำคัญ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="main_text"><span style="font-family: tahoma,arial,helvetica,sans-serif; font-size: x-small;">เมื่อ พูดถึงเรื่องอากาศร้อนในปัจจุบัน หากอยากหลบอากาศร้อนๆ ที่แผดเผาคุณอยู่ บางคนก็อาจมีวิธีคลายร้อนที่ไม่เหมือนกัน  ทั้งออกไปเดินตากแอร์ตามห้าง เข้าโรงหนัง หรือถ้าอยากสบายหน่อย ก็นอนเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่บ้าน แต่ถ้าคุรเลือกอย่างหลัง ผมก็มีวิธีช่วยประหยัดพลังงานเครื่องปรับอากาศมาให้คุณได้ลองใช้กัน โดยมีตัวช่วย นั่นก็คือ “พัดลม”</span></span></p>
<p><span class="main_text"><span style="font-family: tahoma,arial,helvetica,sans-serif; font-size: x-small;"><span id="more-56"></span><br />
พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกชนิดหนึ่ง ที่จะมาเป็นตัวช่วยเครื่องปรับอากาศของคุณให้ลดการใช้พลังงานลง การเปิดพัดลมช่วยแอร์ เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับห้องปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่ เรามักจะใช้วิธีเร่งลมที่เป่าออกมาหรือไม่ก็ปรับอุณหภูมิให้ต่ำลงจะได้เย็น ทั่วห้อง การทำเช่นนั้นจะทำให้เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานมากขึ้น และที่สำคัญเปลืองไฟมากขึ้น</span></span></p>
<p><span class="main_text"><span style="font-family: tahoma,arial,helvetica,sans-serif; font-size: x-small;"><br />
คุณรู้หรือไม่ว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อนำความเย็นไปสู้กับความร้อนนั้น ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานจำนวนมหาศาล ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานธรรมชาติเข้าช่วยนั่นก็คือ ลม หลายคนคงคิดว่าทำไมเปิดเครื่องปรับกากาศแล้วยังต้องเปิดพัดลมอีก ไม่เปลืองพลังงานมากกว่าเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเดียวหรือ คำตอบคือเปลืองแต่น้อยกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างเดียว </span></span></p>
<p><span class="main_text"><span style="font-family: tahoma,arial,helvetica,sans-serif; font-size: x-small;"><br />
การเปิด พัดลม จะทำให้ไม่ต้องลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ เพราะการลดอุณหภูมิ 1 องศา จะกินไฟมากขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์ อย่าลืมว่า เครื่องปรับอากาศ 1 ตัน กินไฟประมาณ 1,200 วัตต์ พัดลม 1 ตัว กินไฟเพียง 50 วัตต์ ถ้าเราเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศพร้อมกันตามที่แนะนำ จะสามารถช่วยชาติประหยัดได้มหาศาล</span></span></p>
<p><span class="main_text"><span style="font-family: tahoma,arial,helvetica,sans-serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #008000;"> การดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศก็เป็น เรื่องที่สำคัญ</span> เครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก จึงต้องมีการดูแลรักษา และดูดฝุ่นบ่อย ๆ อาทิตย์ละครั้งหรืออาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพราะหากฝุ่นอุดตันจะทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง ในการจัดวางคอยล์ร้อนก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ โดยปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่นำคอยล์ร้อนไปวางไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม คือวางไว้บนดาดฟ้า วางไว้บนพื้นซีเมนต์กลางแดด หรือวางไว้ในที่ที่ไม่มีลมถ่ายเท ซึ่งก็จะทำให้คอยล์ร้อนทำงานหนักเกินไป จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศลดลง ครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ดังนั้นควรตั้งคอยล์ร้อนไว้ในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทสะดวก จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศยาวนานขึ้นและสามารถประหยัดพลังงาน ได้</span></span></p>
<p><span class="main_text"><span style="font-family: tahoma,arial,helvetica,sans-serif; font-size: x-small;"><br />
<strong><span style="color: #800080;"> ข้อควรรู้อีกอย่างสำหรับผู้ที่ยังต้องใช้เครื่องปรับอากาศอยู่</span></strong> ก็ต้องอย่าเอาความชื้นเข้าห้อง เชื่อหรือไม่ว่าในเมืองไทย พลังงานที่ใช้ทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศใช้เพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือใช้ไปในการรีดความชื้นออกจากห้อง ดังนั้นหากต้องการให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ก็อย่านำความร้อน หรือนำของที่มีความชื้นเข้าไปไว้ในห้องปรับอากาศ เช่นกาต้มน้ำร้อน กระถางต้นไม้ เครื่องทำความร้อนต่างๆ  เป็นต้น</span></span></p>
<p>ขอบคุณที่มา - homepro.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=56</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนซื้อบ้าน</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=50</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=50#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2009 10:34:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เกร็ดความรู้เรื่องบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[การซื้อบ้านเป็นเรื่องสำคัญและมีองค์ประกอบ หลายอย่าง ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ รวมทั้งเรื่องการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ท่านจึงควรพิจารณาไตร่ตรอง รายละเอียดข้อมูลอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน 

คิดก่อนซื้อบ้าน 
ก่อน จะซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ท่านควรคำนึงถึงประเภท และ รูปแบบของบ้านที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของท่าน นอกจากนี้ยังควรคิดไกลไปถึงการวางแผนชีวิตในอนาคต ด้วย เช่นการมีบุตร และจำนวนสมาชิกในครอบครัว
ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน ท่านควรประเมินกำลังซื้อของ ตนเองก่อน โดยพิจารณาปัจจัย 3 ประการดังต่อไปนี้ คือเงินออม เงินกู้ยืม และเงินรายได้ที่จะต้องนำมาผ่อน ชำระคืนสินเชื่อ
ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนซื้อบ้าน

1. เส้นทางคมนาคมเข้าสู่ตัวเมือง 
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องในการเลือกทำเลที่ตั้งของบ้าน คือ เส้นทางในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง และสถานที่สำคัญต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล ที่ทำงาน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เนื่องจากที่ดินใกล้ตัวเมืองมีราคาสูง โครงการบ้านจัดสรรต่างๆ จึงมักจะตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป  ทั้งนี้เพื่อให้การเดินทางสู่ตัวเมืองสะดวกและรวดเร็ว ผู้ซื้อบ้านจึงควรสรรหาบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้กับระบบขนส่งมวลชนซึ่งสามารถ เชื่อมโยงต่อกับเส้นทางเข้าสู่ตัวเมือง     เพื่อการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว เช่น ทางด่วน หรือเส้นทางเดินรถระบบขนส่งมวลชน
2. ใกล้บริการสาธารณะ 
บริการสาธารณะสำคัญที่ต้องมีอยู่ใกล้บ้านคือ โรงพยาบาล หรือสถานบริการทางการแพทย์ ส่วนสาธารณูปโภคอื่นๆที่ควรคำนึงถึงเป็นลำดับต่อไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อบ้าน อาทิ ซุปเปอร์มาร์เก็ต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="main_text">การซื้อบ้านเป็นเรื่องสำคัญและมีองค์ประกอบ หลายอย่าง ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ รวมทั้งเรื่องการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ท่านจึงควรพิจารณาไตร่ตรอง รายละเอียดข้อมูลอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอน </span></p>
<p><span id="more-50"></span></p>
<p><strong><span style="color: #006699;">คิดก่อนซื้อบ้าน </span></strong></p>
<p>ก่อน จะซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ท่านควรคำนึงถึงประเภท และ รูปแบบของบ้านที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของท่าน นอกจากนี้ยังควรคิดไกลไปถึงการวางแผนชีวิตในอนาคต ด้วย เช่นการมีบุตร และจำนวนสมาชิกในครอบครัว</p>
<p>ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน ท่านควรประเมินกำลังซื้อของ ตนเองก่อน โดยพิจารณาปัจจัย 3 ประการดังต่อไปนี้ คือเงินออม เงินกู้ยืม และเงินรายได้ที่จะต้องนำมาผ่อน ชำระคืนสินเชื่อ</p>
<p><strong><span style="color: #006699;">ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนซื้อบ้าน</span></strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p><span class="main_text"><span style="color: #ff6600;">1. เส้นทางคมนาคมเข้าสู่ตัวเมือง </span><br />
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องในการเลือกทำเลที่ตั้งของบ้าน คือ เส้นทางในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง และสถานที่สำคัญต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล ที่ทำงาน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เนื่องจากที่ดินใกล้ตัวเมืองมีราคาสูง โครงการบ้านจัดสรรต่างๆ จึงมักจะตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป  ทั้งนี้เพื่อให้การเดินทางสู่ตัวเมืองสะดวกและรวดเร็ว ผู้ซื้อบ้านจึงควรสรรหาบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้กับระบบขนส่งมวลชนซึ่งสามารถ เชื่อมโยงต่อกับเส้นทางเข้าสู่ตัวเมือง     เพื่อการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว เช่น ทางด่วน หรือเส้นทางเดินรถระบบขนส่งมวลชน</span></p>
<p><span style="color: #ff6600;">2. ใกล้บริการสาธารณะ </span><br />
บริการสาธารณะสำคัญที่ต้องมีอยู่ใกล้บ้านคือ โรงพยาบาล หรือสถานบริการทางการแพทย์ ส่วนสาธารณูปโภคอื่นๆที่ควรคำนึงถึงเป็นลำดับต่อไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อบ้าน อาทิ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ธนาคาร ศูนย์ออกกำลังกาย สถานีตำรวจ เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;">3. หลีกเลี่ยงทำเลใกล้มลภาวะ </span><br />
ผู้ซื้อบ้านต้องสำรวจให้แน่ใจว่า โครงการบ้านจัดสรรที่จะซื้อนั้น ต้องไม่อยู่ใกล้กับแหล่งมลพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมหนัก ที่ทิ้งขยะ ทางหลวงที่มีการจราจรหนาแน่น หรือทางรถไฟซึ่งมักจะเกิดมลพิษทางเสียง</p>
<p><span style="color: #ff6600;">4. หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วม</span><br />
ผู้ซื้อบ้านควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ถนนใหญ่ที่จะเข้าไปโครงการบ้านจัดสรรควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำ และถนนภายในหมู่บ้านก็ควรอยู่ในระดับเดียวกันกับถนนใหญ่ทางเข้าโครงการ</p>
<p><span style="color: #ff6600;">5. การบริหารส่วนกลาง </span><br />
ผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่มักเลือกซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรที่มีบริการ งานบริหารส่วนกลาง โครงการบ้านจัดสรรที่ดี ควรให้บริการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p>*  ระบบ รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง บางโครงการอาจให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย เช่น ระบบคีย์การ์ด ระบบอินเตอร์คอม หรือกล้องวงจรปิด<br />
*  การดูแลรักษาความสะอาดในพื้นที่ส่วนรวมของโครงการ<br />
*  การจัดเก็บขยะ<br />
*  การบำรุงรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง<br />
*  บริการด้านอื่นๆ เช่น ไปรษณีย์ ซักรีด ดูแลสวน และบริการงานช่างต่างๆ</p>
<p><span style="color: #ff6600;">6. สิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไป</span><br />
ผู้ซื้อบ้านไม่ควรเลือกบ้านโดยคำนึงถึงแต่เพียงคุณภาพของบ้าน แต่ควรพิจารณาถึงคุณภาพของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งมีผลต่อราคาของบ้านด้วย โครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่มักมีทุนทรัพย์มาก จึงมักมีขีดความสามารถในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ดีกว่าโครงการขนาดเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานอื่นๆ ที่ควรพิจารณาได้แก่ สระว่ายน้ำ สวนหรือสนามเด็กเล่น และสโมสร บางโครงการอาจมีศูนย์ออกกำลังกาย สนามเทนนิส สนามบาสเก็ตบอล     ร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;">7. เปรียบเทียบราคากับตัวบ้าน </span><br />
ผู้ซื้อบ้านไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาบ้านและขนาดของที่ดินเท่านั้น แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ดังต่อไปนี้ด้วย</p>
<p>*  พื้นที่ส่วนกลางสำหรับบริการสาธารณะ และสัดส่วนของพื้นที่ส่วนกลางต่อจำนวนบ้านหนึ่งหลัง<br />
*  ความกว้างของถนนและทางเท้า<br />
*  สวนหย่อมภายในโครงการ<br />
*  ขนาดของบ้าน ผู้ซื้อควรตรวจสอบขนาดที่ดินให้ถูกต้อง<br />
* บาง โครงการบ้านจัดสรรอาจนับรวมเอาพื้นที่ทางเดินเท้าหน้าบ้านเป็นที่ดินของบ้าน ด้วย ซึ่งผู้ซื้อมักยึดถือพื้นที่เอาตามเอกสารส่งเสริมการขาย โดยไม่สนใจตรวจตราให้ละเอียด<br />
*  บริการพิเศษประกอบแบบของบ้านอื่นๆ เช่น ระบบไฟฟ้าสำรอง การป้องกันปลวก อุปกรณ์ช่วยประหยัดพลังงาน<br />
* วัสดุที่ใช้สร้างรั้ว<br />
* เกรดคุณภาพ และขนาดของวัสดุก่อสร้าง เข่น กระเบื้องมุงหลังคา<br />
* ข้อเสนอพิเศษอื่นๆ เช่น การจัดสวน<br />
* คุณภาพของสุขภัณฑ์</p>
<p>ขอบคุณที่มา - homepro.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=50</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>9 ขั้นตอนที่ควรรู้ในการทาสีบ้านใหม่</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=47</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=47#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2009 10:13:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เคล็ดลับการตกแต่งบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[ทาสี]]></category>

		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[สี]]></category>

		<category><![CDATA[สีรองพื้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[การรักษาบ้านให้ดูใหม่อยู่เสมอไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่รู้วิธีอย่างเช่น การเปลี่ยนสีสันของบ้านหรือเปลี่ยนเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์ ก็ทำให้บ้านดูสวยได้แล้ว   เรามีคำแนะนำ 9 ข้อที่น่ารู้ในการทาสีให้ดูสดใสโดดเด่น&#8230;

1. เตรียมงบประมาณ
อย่างแรกต้องคำนึงถึง เงิน ที่เราสามารถใช้จ่าย ว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไหร่ซึ่งจะต้องรวมทั้งค่าสี ค่าช่างทาสี รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ
2. ถามผู้เชี่ยวชาญ
ในการทาสีบ้านเราต้องรู้ว่าเราจะทาสีลงบนพื้นผิวประเภทใด ผิวปูน หรือ ผิวไม้ ใช้ทาสีภายในหรือภายนอก หากเราไม่แน่ใจว่าจะใช้ ว่าจะใช้สีอะไรดี ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก หรือช่างทาสี ซึ่งจะมีคำแนะนำดี ๆ ในการใช้สีให้ถูกประเภท และลักษณะการใช้งาน
3. เลือกสี
เมื่อ สอบถามผู้เชี่ยวชาญจนแน่ใจในเรื่องการใช้สีให้ถูกต้องแล้ว เลือกสีที่ตัวเองชอบ ยิ่งเป็นสีทาภายในควรให้กลมกลืนกับขอบประตู-หน้าต่าง ละถ้าพื้นผิวภายนอกเป็นปูนควรเลือกใช้สีที่มีคุณภาพสูงที่สามารถยืดอายุการ ใช้งานให้นานปกป้องสีบ้านจากการซีดจางที่เกิดจากแสงแดด ทนทานต่อสภาวะอากาศต่อต้านการเกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ รวมทั้ง  ไม่จับฝุ่นซึ่งจะทำความสะอาดได้ง่าย

4. เตรียมพื้นผิว
ก่อน จะลงมือทาสีควร ทำความสะอาดฝุ่นละออง และใช้แปรงแซะสีเก่าที่หลุดลอกออกเช็ดให้สะอาด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท การเตรียมพื้นผิวที่ถูกต้องจะช่วยให้สีที่ทาติดนานยิ่งขึ้น 
5. ทาสีรองพื้น
การ ทาสีรองพื้นรก่อนจะช่วยยึดเกาะกับผนังได้ดีไม่หลุดออกง่าย ๆ เลือกสีรองพื้นชนิดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว เพราะสีรองพื้นสำหรับพื้นที่ยังไม่เคยทาสีมาก่อน ควรใช้สีรองพื้นที่สามารถป้องกันด่างหรือการใช้สีรองพื้นสำหรับพื้นผิวเนื้อ อ่อน และไม้เนื้อแข็งที่อาจมียางซึมออกมาได้ ควรทาสีรองพื้นที่สามารถกันยางและเชื้อรา
6. อุปกรณ์ทาสี
แปรง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="main_text">การรักษาบ้านให้ดูใหม่อยู่เสมอไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่รู้วิธีอย่างเช่น การเปลี่ยนสีสันของบ้านหรือเปลี่ยนเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์ ก็ทำให้บ้านดูสวยได้แล้ว   เรามีคำแนะนำ 9 ข้อที่น่ารู้ในการทาสีให้ดูสดใสโดดเด่น&#8230;<br />
<span id="more-47"></span><br />
<strong><span style="color: #cc6600;">1. เตรียมงบประมาณ</span></strong><br />
อย่างแรกต้องคำนึงถึง เงิน ที่เราสามารถใช้จ่าย ว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไหร่ซึ่งจะต้องรวมทั้งค่าสี ค่าช่างทาสี รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ</p>
<p><span style="color: #cc6600;"><strong>2. ถามผู้เชี่ยวชาญ</strong></span><br />
ในการทาสีบ้านเราต้องรู้ว่าเราจะทาสีลงบนพื้นผิวประเภทใด ผิวปูน หรือ ผิวไม้ ใช้ทาสีภายในหรือภายนอก หากเราไม่แน่ใจว่าจะใช้ ว่าจะใช้สีอะไรดี ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิก หรือช่างทาสี ซึ่งจะมีคำแนะนำดี ๆ ในการใช้สีให้ถูกประเภท และลักษณะการใช้งาน</p>
<p><span style="color: #cc6600;"><strong>3. เลือกสี<br />
</strong></span>เมื่อ สอบถามผู้เชี่ยวชาญจนแน่ใจในเรื่องการใช้สีให้ถูกต้องแล้ว เลือกสีที่ตัวเองชอบ ยิ่งเป็นสีทาภายในควรให้กลมกลืนกับขอบประตู-หน้าต่าง ละถ้าพื้นผิวภายนอกเป็นปูนควรเลือกใช้สีที่มีคุณภาพสูงที่สามารถยืดอายุการ ใช้งานให้นานปกป้องสีบ้านจากการซีดจางที่เกิดจากแสงแดด ทนทานต่อสภาวะอากาศต่อต้านการเกิดเชื้อรา ตะไคร่น้ำ รวมทั้ง  ไม่จับฝุ่นซึ่งจะทำความสะอาดได้ง่าย<br />
<strong><span style="color: #cc6600;"><br />
4. เตรียมพื้นผิว<br />
</span></strong>ก่อน จะลงมือทาสีควร ทำความสะอาดฝุ่นละออง และใช้แปรงแซะสีเก่าที่หลุดลอกออกเช็ดให้สะอาด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท การเตรียมพื้นผิวที่ถูกต้องจะช่วยให้สีที่ทาติดนานยิ่งขึ้น </span></p>
<p><span class="main_text"><strong><span style="color: #cc6600;">5. ทาสีรองพื้น</span></strong><br />
การ ทาสีรองพื้นรก่อนจะช่วยยึดเกาะกับผนังได้ดีไม่หลุดออกง่าย ๆ เลือกสีรองพื้นชนิดที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว เพราะสีรองพื้นสำหรับพื้นที่ยังไม่เคยทาสีมาก่อน ควรใช้สีรองพื้นที่สามารถป้องกันด่างหรือการใช้สีรองพื้นสำหรับพื้นผิวเนื้อ อ่อน และไม้เนื้อแข็งที่อาจมียางซึมออกมาได้ ควรทาสีรองพื้นที่สามารถกันยางและเชื้อรา</span></p>
<p><span class="main_text"><span style="color: #cc6600;"><strong>6. อุปกรณ์ทาสี<br />
</strong></span>แปรง ทาสี และลูกกลิ้งมีความแตกต่างกัน แปรงทาสี สามารถเข้าได้ทุกซอกมุมของพื้นที่ที่ต้องการทา จึงเหมาะกับในกรณีที่เตรียมพื้นผิวแบบหยาบ ๆ หรือผิวที่ไม่เรียบ การใช้แปรงทาจะทำให้สีสัมผัสกับผิวผนังในซอกมุมต่าง ๆ ได้ดี ลูกกลิ้งเหมาะสำหรับการทาในพื้นที่กว้าง ๆ ซึ่งสามารถทำให้การทาสีทำได้เร็วกว่า แต่ลูกกลิ้งจะใช้ปริมาณมากกว่าการทาด้วยแปรง</span></p>
<p><span class="main_text"><span style="color: #cc6600;"><strong>7. อุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ</strong></span><br />
สิ่ง ที่ลืมไม่ได้เลยคือผ้าปูผื้นกันเปื้อนเพื่อป้องกันสีกระเด็นหรือตกหล่นพื้น บันได้สำหรับทาที่สูงและเพดาน ถาดผสมสี และอุปกรณ์ทำความสะอาดต่าง ๆ</p>
<p><span style="color: #cc6600;"><strong>8. เก็บรายละเอียด</strong></span><br />
เมื่อทาเสร็จแล้ว ควรตรวจสอบหาข้อบกพร่อง เช่น สีที่ทาอาจจะไม่สม่ำเสมอกัน หรือยังไม่ได้ทาในส่วนที่เป็นซอกเป็นมุม จากนั้นเก็บรายละเอียดของงานให้ละเอียดของงานให้เรียบร้อย เท่านี้ก็จะได้บ้านที่ดูใหม่ และสดใสขึ้นโดยไม่ต้องมีการตกแต่งอะไรให้สิ้นเปลือง<br />
<strong><span style="color: #cc6600;"><br />
9. การเก็บรักษาสี</span></strong><br />
หาก ใช้สีไม่หมดแต่เหลือจำนวนสีไม่มาก และอยากเก็บสีไว้ใช้ต่อครั้งหน้า  ควรจะเทสีใส่กระป๋องที่มีขนาดเล็กปิดฝา ให้แน่น เพื่อป้องกันการแข็งตัวของสีบนพื้นผิว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><span class="main_text">9 ข้อง่าย ๆ เพียงเท่านี้ ก็จะให้สีที่ดูสดสวยใส คงทน สะท้อนความเป็นตัวของคุณ</span></span></p>
<p><span class="main_text">ขอบคุณที่มา : www.homepro.co.th<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=47</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=43</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=43#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jan 2009 19:18:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[MDF]]></category>

		<category><![CDATA[ปาร์ติเกิลบอร์ด]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้อัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์
การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์นอกจากจะดูแบบที่ชอบและราคาที่เหมาะสมแล้ว เรื่องวัสดุก็มีความสำคัญ
แบบเหมือนกันแต่ราคาไม่เท่ากัน วัสดุที่ใช้น่าจะแตกต่างกัน  ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากวัสดุ
ต่างๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้  เฟอร์นิเจอร์ผ้า  เฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยโลหะ และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยหวาย

ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ ให้ดูลักษณะความแน่น หนักของคุณภาพไม้ ยกขึ้นดูน้ำหนัก อีกเรื่องที่
ต้องพิจารณาคือดูความหนาแน่นของการประกอบ ลองจับโยก เช็ครอยต่อต่าง ๆ  ต้องแน่นหนาและ
แข็งแรง
เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ MDF.ปาร์ติเกิลบอร์ด และไม้อัด ซึ่งทำจากเศษไม้ที่มีลักษณะต่างกัน
นำมาขึ้นรูปใหม่ได้เป็นลักษณะไม้แผ่น สามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ดีทั้ง 3 ชนิด เฟอร์นิเจอร์ที่ขายอยู่
ในท้องตลาดส่วนมากเป็นวัสดุประเภทนี้ ผู้ออกแบบจะเลือกใช้ตามความเหมาะสมในเรื่องโครงสร้างและ
การตกแต่งชิ้นเฟอร์นิเจอร์นั้น ๆ การแยกวัสดุจากการมองมีหลักง่าย ว่า MDF จะขึ้นรูปจากผงไม้นำมา
อัดแน่นได้แผ่นไม้ ส่วนปาร์ติเกิลใช้เศษไม้ชิ้นมาอัด ลักษณะยังเห็นเป็นเสี้ยนไม้ ไม่นิยมทำรูปทรงโค้ง
ราคาต่ำกว่า MDF
แหล่งซื้อขายเฟอร์นิเจอร์
จากงานแสดงในลักษณะมหกรรม รวมผู้ผลิตจากหลายที่หลายแห่ง มารวมกันไว้ในจุดเดียวกัน
มีการกำหนดจัด 1-2 ครั้งต่อปี ในห้วงระยะเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ มักเป็นที่เฝ้ารอของกลุ่มเป้าหมาย
เสมอ  โดยจัดในรูปงานสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สถานที่จัดงานจะจัดสลับกันไปในพื้นที่ดัง
นี้ คือ สวนอัมพรสนามกีฬาหัวหมาก สี่แยกพระราม 4 และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ,อิมแพคเมืองทอง
ธานี
กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่นำสินค้าออกมาขายในงานเหล่านี้ เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กถึง
กลาง ที่ไม่มีงบประมาณในการประชาสัมพันธ์เพียงพอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span id="d_know_detail" class="font_detail"><strong><span style="color: #800000;">การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์</span></strong><br />
<span style="color: #000000;">การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์นอกจากจะดูแบบที่ชอบและราคาที่เหมาะสมแล้ว เรื่องวัสดุก็มีความสำคัญ<br />
แบบเหมือนกันแต่ราคาไม่เท่ากัน วัสดุที่ใช้น่าจะแตกต่างกัน  ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากวัสดุ<br />
ต่างๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้  เฟอร์นิเจอร์ผ้า  เฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยโลหะ และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยหวาย</span></span></p>
<p><span id="more-43"></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้</strong> ให้ดูลักษณะความแน่น หนักของคุณภาพไม้ ยกขึ้นดูน้ำหนัก อีกเรื่องที่<br />
ต้องพิจารณาคือดูความหนาแน่นของการประกอบ ลองจับโยก เช็ครอยต่อต่าง ๆ  ต้องแน่นหนาและ<br />
แข็งแรง</span></p>
<p><strong>เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ MDF.ปาร์ติเกิลบอร์ด และ</strong><span id="d_know_detail" class="font_detail"><strong>ไม้อัด</strong></span><span id="d_know_detail" class="font_detail"><strong> </strong>ซึ่งทำจากเศษไม้ที่มีลักษณะต่างกัน<br />
นำมาขึ้นรูปใหม่ได้เป็นลักษณะไม้แผ่น สามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ดีทั้ง 3 ชนิด เฟอร์นิเจอร์ที่ขายอยู่<br />
ในท้องตลาดส่วนมากเป็นวัสดุประเภทนี้ ผู้ออกแบบจะเลือกใช้ตามความเหมาะสมในเรื่องโครงสร้างและ<br />
การตกแต่งชิ้นเฟอร์นิเจอร์นั้น ๆ การแยกวัสดุจากการมองมีหลักง่าย ว่า MDF จะขึ้นรูปจากผงไม้นำมา<br />
อัดแน่นได้แผ่นไม้ ส่วนปาร์ติเกิลใช้เศษไม้ชิ้นมาอัด ลักษณะยังเห็นเป็นเสี้ยนไม้ ไม่นิยมทำรูปทรงโค้ง<br />
ราคาต่ำกว่า MDF</span></p>
<p><span style="color: #ff00ff;"><strong><span style="text-decoration: underline;">แหล่งซื้อขายเฟอร์นิเจอร์</span></strong></span><br />
<span style="color: #993300;"><strong>จากงานแสดงในลักษณะมหกรรม</strong> รวมผู้ผลิตจากหลายที่หลายแห่ง มารวมกันไว้ในจุดเดียวกัน<br />
มีการกำหนดจัด 1-2 ครั้งต่อปี ในห้วงระยะเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ มักเป็นที่เฝ้ารอของกลุ่มเป้าหมาย<br />
เสมอ  โดยจัดในรูปงานสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สถานที่จัดงานจะจัดสลับกันไปในพื้นที่ดัง<br />
นี้ คือ สวนอัมพรสนามกีฬาหัวหมาก สี่แยกพระราม 4 และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ,อิมแพคเมืองทอง<br />
ธานี</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ที่นำสินค้าออกมาขายในงานเหล่านี้ </strong>เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กถึง<br />
กลาง ที่ไม่มีงบประมาณในการประชาสัมพันธ์เพียงพอ จึงใช้งานแสดงสินค้าเป็นแหล่งขายและประ ชา<br />
สัมพันธ์บริษัท</span></p>
<p><strong>พฤติกรรมการซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในงานประเภทนี้</strong>ส่วนใหญ่ต้องการ ซื้อสินค้าราคาถูกและมี<br />
คุณภาพดี โดยสินค้าที่ออกจำหน่ายในงานแต่ละครั้งจะลดจากราคาปกติประมาณ 20-30% ขึ้นกับตัว<br />
สินค้า ทั้งการขายสินค้าราคาถูกจะเป็นคอนเซ็ปต์ของงานประเภทนี้ด้วย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ราคาที่ขายของเจ้าของสินค้าจะกำหนดเอง</strong> และแม้ว่าราคาที่จำหน่ายในบางครั้งจะไม่แตกต่าง<br />
จากการจำหน่ายในสถานที่อื่น ๆ นัก แต่ความหลากหลายของสินค้าจากหลายร้อยบริษัท ในสถานที่แห่ง<br />
เดียว จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบมองเห็นข้อได้เปรียบมากขึ้น </span></p>
<p><span class="font_detail">Credit By : Home.co.th<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=43</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การซ่อมผิวเฟอร์นิเจอร์ด้วยเเลคเกอร์</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=38</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=38#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jan 2009 18:06:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[D.I.Y]]></category>

		<category><![CDATA[ซ่อมแซม]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับผู้ที่มีเฟอร์นิเจอร์เก่า แล้วมีความสนใจที่ซ่อมแซมให้ดูใหม่ เช่นอยากให้ความเงางาม เช่น เดิมแก่
โต๊ะ เก้าอี้ จะต้องเตรียมอุปกรณ์ ดังนี้

เลคเกอร์ โดยประมาณจำนวนโดยคิดเทียบจาก เก้าอี้ 5 ตัวและโต๊ะอาคาร 1 ตัวใช้เลคเคอร์
ประมาณ 1/2 แกลลอน
ทินเนอร์ 1 แกลลอน
กระดาษทราย เบอร์ 0 ประมาณ 2 แผ่น แปรงขนกระต่ายหรือแปรงทาแชลแลคสัก 2-3 อัน
ชามโลหะเคลือบ สัก 2 ใบ หลังจากเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วเริ่มซ่อมดังนี้


1.ให้ขัดกระดาษทรายให้ผิวเดิมหลุดออกให้มากที่สุด เพราะถ้าทาทับลงไปจะทำให้ผิวไม้ด่างแก้ไขยาก
2.แล้วผสมเลคเคอร์ลงในชามเคลือบอย่าให้ข้นมาก ทาลงไปก่อน 1 เที่ยว
3.ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 30 นาที แล้วลูบดูหากผิวขรุขระหรือหยาบอยู่ให้ใช้กระดาษทรายขัดอีกครั้งจนผิวเรียบ
4.ทาเลคเคอร์เป็นครั้งที่ 2 ทิ้งไว้ให้แห้ง
5. ทาเลคเคอร์เป็นครั้งที่ 3 บริเวณที่ต้องการให้ผิวมันเป็นพิเศษทิ้งไว้ให้แห้ง


ขอบคุณบทความที่มา : home.co.th

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000000;"><span id="d_know_detail" class="font_detail"><strong>สำหรับผู้ที่มีเฟอร์นิเจอร์เก่า แล้วมีความสนใจที่ซ่อมแซมให้ดูใหม่ เช่นอยากให้ความเงางาม เช่น เดิมแก่<br />
โต๊ะ เก้าอี้ จะต้องเตรียมอุปกรณ์ ดังนี้</strong></span></span></p>
<p><span id="more-38"></span></p>
<p><strong><span style="color: #800000;">เลคเกอร์</span> </strong><span style="color: #000000;">โดยประมาณจำนวนโดยคิดเทียบจาก เก้าอี้ 5 ตัวและโต๊ะอาคาร 1 ตัวใช้เลคเคอร์<br />
ประมาณ 1/2 แกลลอน</span><br />
<span style="color: #800000;"><strong>ทินเนอร์</strong> </span><span style="color: #000000;">1 แกลลอน</span><br />
<strong><span style="color: #800000;">กระดาษทราย</span> </strong><span style="color: #000000;">เบอร์ 0 ประมาณ 2 แผ่น แปรงขนกระต่ายหรือแปรงทาแชลแลคสัก 2-3 อัน</span><br />
<strong><span style="color: #800000;">ชามโลหะเคลือบ</span> </strong><span style="color: #000000;">สัก 2 ใบ หลังจากเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วเริ่มซ่อมดังนี้</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">1.ให้ขัดกระดาษทรายให้ผิวเดิมหลุดออกให้มากที่สุด เพราะถ้าทาทับลงไปจะทำให้ผิวไม้ด่างแก้ไขยาก<br />
2.แล้วผสมเลคเคอร์ลงในชามเคลือบอย่าให้ข้นมาก ทาลงไปก่อน 1 เที่ยว<br />
3.ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 30 นาที แล้วลูบดูหากผิวขรุขระหรือหยาบอยู่ให้ใช้กระดาษทรายขัดอีกครั้งจนผิวเรียบ<br />
4.ทาเลคเคอร์เป็นครั้งที่ 2 ทิ้งไว้ให้แห้ง<br />
5. ทาเลคเคอร์เป็นครั้งที่ 3 บริเวณที่ต้องการให้ผิวมันเป็นพิเศษทิ้งไว้ให้แห้ง</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span class="font_detail">ขอบคุณบทความที่มา : home.co.th<br />
</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=38</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลรักษาโซฟาที่บุด้วยหนัง</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=35</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=35#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jan 2009 17:57:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[D.I.Y]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลรักษา]]></category>

		<category><![CDATA[หนัง]]></category>

		<category><![CDATA[เครื่องหนัง]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<category><![CDATA[โซฟา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องหนัง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000000;"><span id="d_know_detail" class="font_detail"><span style="color: #800000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>เครื่องหนัง</strong></span></span> ปกติจะมีอายุการใช้งานยาวนานอยู่แล้ว เพราะได้คุณสมบัติในเรื่องความทนทาน<br />
กว่าวัสดุประเภทอื่น ถ้าดูแลให้ดีขึ้นก็จะยิ่งเป็นวัสดุอายุยืนยาวขึ้นไปอีกแต่เครื่องหนังจัดได้ว่าเป็นวัสดุบุ<br />
ที่ไม่ต้องใช้เวลาดูแลรักษานานมากนัก<br />
<span id="more-35"></span></span></span></p>
<p><strong><span style="color: #800000;">วิธีการดูแล มีอยู่ 2 แบบ คือ</span></strong></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>แบบ LEANING</strong></span> หมายถึงการทำความสะอาดคราบสกปรกออกไป โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ<br />
เพื่อเช็ดถู ประมาณ 6 เดือนจึงทำครั้งหนึ่ง</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>แบบ VAX</strong></span> หมายถึงการเคลือบเงาให้เฟอร์นิเจอร์หนังดูใหม่และเงาอยู่เสมอ โดยในส่วนนี้น้ำยา<br />
เคลือบหนังที่มีขายทั่วไป ซึ่งถ้าเฟอร์นิเจอร์หนังของคุณอยู่ในห้องปรับอากาศดี ไม่จำเป็นต้องเช็ดบำรุง<br />
รักษาบ่อยมากนัก แต่ถ้าเฟอร์นิเจอร์ถูกแดดและโดนฝุ่นบ่อย ๆ ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่<br />
เสมอ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>พื้นที่สำหรับเช็ดถูบ่อย ๆ</strong></span> มักจะอยู่บริเวณส่วนงานใช้ประจำ เช่น ที่นั่ง พนักพิงศีรษะ ท้าวแขน<br />
และพนักพิงหลัง ที่เกิดการหมักหมมของเหงื่อและความสกปรก ไม่จำเป็นต้องเช็ดไปถึงด้านหลังโซฟา<br />
หรือด้านนอกอื่นๆ บ่อยเกินไป แค่ประมาณปีละครั้งก็พอ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><br />
<strong>น้ำยาทำความสะอาดอื่นๆ</strong></span> ทั่วไป ที่ไม่ใช่เฉพาะเครื่องหนังไม่ควรนำมาใช้ร่วมกัน เพราะอาจทำ<br />
ให้เกิดความเสียหายได้ รอยหกเลอะต่าง ๆ ถ้าเกิดมีให้รีบใช้ผ้าสะอาดมาเช็ดออกทันที เพราะฝุ่นกับเหงื่อ<br />
เป็นศัตรูหลักของหนังโดยเฉพาะถ้าห้องของคุณมีความชื้นและฝุ่นเยอะก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>ข้อควรระวัง</strong> คือ ไม่ตั้งเฟอร์นิเจอร์หนังให้ถูกกับแสงแดดโดยตรง หรือวางใกล้กับความร้อนมาก<br />
ไป อาจทำให้หนังแห้งและเกิดรอยแตกได้ </span></p>
<p>นอกจากหนังแท้ทั่วไปแล้ว ยังมีประเภท <span style="color: #800080;"><strong>เฟอร์นิเจอร์หนังกลับ</strong></span> ส่วนนี้จะใช้การดูแลรักษามาก<br />
กว่าหนังแท้ที่กล่าวไป เพราะหนังกลับจะเก็บความสกปรกไว้ได้มากที่สุด วิธีการทำความสะอาด ให้ใช้<br />
เป็นขนสีดำค่อนข้างแข็ง แปรงไปในทางเดียวกัน ประมาณ 1-2 อาทิตย์ต่อครั้ง แต่หากเกิดรอยเปื้อนมาก<br />
ให้ใช้แปรงสีฟันจุ่มลงน้ำสบู่พอหมาด ๆ แล้วแปรงบริเวณรอยเปื้อนไปในทางเดียวกัน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำ<br />
หมาดเช็ดออกอีกครั้ง</p>
<p>ส่วนที่เป็นผ้าคล้ายหนังควรใช้ สก็อตการ์ด พ่นเพื่อป้องกันน้ำและฝุ่น  เท่ากับเป็นการเคลือบด้วย ทำ<br />
ประมาณ  6 เดือนต่อครั้งก็นับว่าใช้ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เฟอร์นิเจอร์เครื่องหนังจะมีสภาพการใช้งานที่ยาวนานขึ้นอยู่กับการบำรุง ดูแล รักษา เป็น<br />
สำคัญ</p>
<p><span style="color: #000000;"><span class="font_detail">ขอบคุณบทความที่มา : home.co.th</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=35</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีดูแล-ซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=30</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=30#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jan 2009 17:51:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[D.I.Y]]></category>

		<category><![CDATA[ซ่อมแซม]]></category>

		<category><![CDATA[รอยคราบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[หากเกิดรอยคราบ เป็นวง ให้ใช้กระดาษซับแบบหนาวางทับเหนือรอยคราบเท่านั้นจากนั้นใช้
เตารีดที่มีไฟปานกลางนาบซ้ำกันหลายๆหนจนกว่ารอยนั้นจะหายไป หรือจะใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำมันการ
บูรถูก็ได้ หากมีรอยหยดของน้ำตาเทียน ซึ่งแม้จะขูดเทียนออกไปแล้วยังมีรอยอยู่ให้ใช้ผ้าชุบหัวน้ำมันเช็ด
ถู และขัดซ้ำด้วยน้ำยาชักเงา เช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งรอยที่เกิดจากความร้อน ให้ใช้หัวน้ำมันถู แล้วซับ
ให้สะอาดด้วยผ้าแห้งซ้ำๆ กันหลายๆ หนคราบก็จะค่อยๆ หายไป
รอยขีดข่วน ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำมันชักเงาถู รอยขีดก็จะหายไปคราบเปื้อนจากสี ถ้าสียังไม่
แห้งก็แก้ไขเหมือนรอยขีดข่วน แต่ถ้าแห้งแล้วให้ใช้น้ำมันสนชโลมบริเวณคราบนั้นจนกว่าคราบสีจะอ่อน
ตัวและหลุดไป จากนั้นใช้น้ำมันชักเงาถูให้สะอาด
หากเกิดรอยคราบ เป็นวง ให้ใช้กระดาษซับแบบหนาวางทับเหนือรอยคราบเท่านั้นจากนั้นใช้
เตารีดที่มีไฟปานกลางนาบซ้ำกันหลายๆหนจนกว่ารอยนั้นจะหายไป หรือจะใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำมัน
การบูรถูก็ได้ หากมีรอยหยดของน้ำตาเทียน ซึ่งแม้จะขูดเทียนออกไปแล้วยังมีรอยอยู่ให้ใช้ผ้าชุบหัวน้ำมัน
เช็ด ถู และขัดซ้ำด้วยน้ำยาชักเงา เช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งรอยที่เกิดจากความร้อน ให้ใช้หัวน้ำมันถู แล้ว
ซับให้สะอาดด้วยผ้าแห้งซ้ำๆ กันหลายๆ หนคราบก็จะค่อยๆ หายไป
ขอบคุณบทความที่มา : home.co.th

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span id="d_know_detail" class="font_detail"><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="text-decoration: underline;">หากเกิดรอยคราบ เป็นวง</span></strong></span> ให้ใช้กระดาษซับแบบหนาวางทับเหนือรอยคราบเท่านั้นจากนั้นใช้<br />
เตารีดที่มีไฟปานกลางนาบซ้ำกันหลายๆหนจนกว่ารอยนั้นจะหายไป หรือจะใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำมันการ<br />
บูรถูก็ได้ หากมีรอยหยดของน้ำตาเทียน ซึ่งแม้จะขูดเทียนออกไปแล้วยังมีรอยอยู่ให้ใช้ผ้าชุบหัวน้ำมันเช็ด<br />
ถู และขัดซ้ำด้วยน้ำยาชักเงา เช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งรอยที่เกิดจากความร้อน ให้ใช้หัวน้ำมันถู แล้วซับ<br />
ให้สะอาดด้วยผ้าแห้งซ้ำๆ กันหลายๆ หนคราบก็จะค่อยๆ หายไป<span id="more-30"></span></span></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;">รอยขีดข่วน</span></span></strong> ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำมันชักเงาถู รอยขีดก็จะหายไปคราบเปื้อนจากสี ถ้าสียังไม่<br />
แห้งก็แก้ไขเหมือนรอยขีดข่วน แต่ถ้าแห้งแล้วให้ใช้น้ำมันสนชโลมบริเวณคราบนั้นจนกว่าคราบสีจะอ่อน<br />
ตัวและหลุดไป จากนั้นใช้น้ำมันชักเงาถูให้สะอาด</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="text-decoration: underline;">หากเกิดรอยคราบ เป็นวง</span></strong></span> ให้ใช้กระดาษซับแบบหนาวางทับเหนือรอยคราบเท่านั้นจากนั้นใช้<br />
เตารีดที่มีไฟปานกลางนาบซ้ำกันหลายๆหนจนกว่ารอยนั้นจะหายไป หรือจะใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำมัน<br />
การบูรถูก็ได้ หากมีรอยหยดของน้ำตาเทียน ซึ่งแม้จะขูดเทียนออกไปแล้วยังมีรอยอยู่ให้ใช้ผ้าชุบหัวน้ำมัน<br />
เช็ด ถู และขัดซ้ำด้วยน้ำยาชักเงา เช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งรอยที่เกิดจากความร้อน ให้ใช้หัวน้ำมันถู แล้ว<br />
ซับให้สะอาดด้วยผ้าแห้งซ้ำๆ กันหลายๆ หนคราบก็จะค่อยๆ หายไป</p>
<p><span class="font_detail">ขอบคุณบทความที่มา : home.co.th<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=30</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เฟอร์นิเจอร์ บิลท์-อิน กับ เฟอร์นิเจอร์ สำเร็จรูป ในการตกแต่งบ้าน แตกต่างกันอย่างไร</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=26</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=26#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jan 2009 15:28:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[ตกแต่งบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[บิลท์-อิน]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=26</guid>
		<description><![CDATA[ระหว่าง เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน                  กับเฟอร์นิเจอร์ สำเร็จรูป มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างไปคนละอย่าง                  การเลือกว่าจะใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไหนน่าจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสไตล์ของห้องเรามากกว่า                [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000080;"><span lang="th">ระหว่าง เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน                  กับเฟอร์นิเจอร์ สำเร็จรูป มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างไปคนละอย่าง                  การเลือกว่าจะใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไหนน่าจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสไตล์ของห้องเรามากกว่า                 <span id="more-26"></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong> เฟอร์นิเจอร์ บิลท์</strong></span></span><span style="text-decoration: underline;"><strong><span lang="en-us">-</span>อิน                  เหมาะกับบ้านที่มีสไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีข้อดีคือ</strong></span></span></p>
<p><span style="color: #000080;">1. คุณจะได้เฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ</span><span style="color: #000080;"><strong><span style="color: #663300;"> </span></strong></span><span style="color: #000080;">ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน                  ตรงกับความต้องการและรสนิยมของคุณจริงๆ<br />
<span style="color: #800000;">2.                  สามารถกำหนดความต้องการเป็นพิเศษที่จะมีในตัวเฟอร์นิเจอร์ได้                  อาทิเช่นคุณสามารถ กำหนดขนาดของลิ้นชัก จำนวนของชั้น                  หรือต้องการให้มีการติดไฟ เพิ่มแสง หรือลูกเล่นในจุดนั้นๆได้                  โดยไม่มีข้อจำกัด </span><br />
3.เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน                  สามารถกำหนดความกว้าง และ                  ความสูงให้พอดีกับขนาดห้องได้เพื่อไม่ให้เหลือเศษ                  หรือซอกที่จะเป็นจุดอับภายในห้องได้<br />
<span style="color: #800000;">4. เนื่องจากเราเป็นผู้กำหนดวัสดุอุปกรณ์ ของเฟอร์นิเจอร์ของเราเอง                  จึงมั่นใจได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ บิวท์อิน ที่สร้างนั้นมีความทนทาน                  แข็งแรงแน่นอน ส่วนข้อเสียคือ เฟอร์นิเจอร์ บิวท์อิน                  ทำขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับบ้านแต่ละหลังเท่านั้น อุปกรณ์บางอย่าง                  จะมีราคาแพงกว่าเมื่อเทียบกับเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปที่ทำขายในปริมาณมากๆ</span></span></p>
<p align="left"><span style="color: #000080;"> เฟอร์นิเจอร์ สำเร็จรูป                  ที่มีขายตามร้านทั่วๆไปมีแบบและราคาหลากหลายระดับให้เลือกจากถูกไปจนถึงแพง                  แต่รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ที่มีขายจะไม่ตรงกับความต้องการของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ </span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" align="center">
<tbody>
<tr>
<td width="54%"><span style="color: #800000;">ข้อดีคือ เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้                    เป็นแบบชนิดลอยตัว ขนย้ายสะดวกสามารถ ปรับเปลี่ยน ตำแหน่งได้บ่อยตามที่ต้องการ                    ส่วนข้อเสียคือ เฟอร์นิเจอร์จะมีหน้าตาเหมือนๆกัน                    หรือที่เรียกว่าแบบโหล                    และการที่จะเพิ่มเติมอะไรเข้าไปก็แทบจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้                    สรุปคือ ถ้าคุณเป็นคนชอบความแตกต่างไม่ต้องการเหมือนใคร                    มีแนวคิดเป็นของตัวเอง จะสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ หรือ เฟอร์นิเจอร์                    บิลท์<span lang="en-us">-</span>อิน ย่อมจะได้ของที่มี ดีไซน์                    สีสัน วัสดุ ตรงความต้องการของคุณ                    และย่อมจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่ถ้าหากคุณ                    ไม่มีหัวคิดเรื่องการออกแบบ หรือ ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์                    ของบ้านคุณเอง และไม่แคร์ที่จะมีของเหมือนคนอื่นๆ คุณก็สามารถ                    เลือกซื้อ เฟอร์นิเจอร์ สำเร็จรูป ได้                    หรือคุณอาจจะใช้ทั้ง เฟอร์นิเจอร์ บิลท์<span lang="en-us">-</span>อิน                    และเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปผสมกัน                    เพราะไม่มีใครห้ามว่าบ้านของคุณจะต้องใช้เฟอร์นิเจอร์แบบใดเพียงแบบเดียวครับ</span><span style="color: #c0c0c0;"><span style="color: #800000;"><br />
</span><br />
</span> <span style="color: #663300;">บทความจาก นิตยสาร บ้านและสวน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=26</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งทำเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ในปัจจุบัน</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=17</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=17#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jan 2009 14:44:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[furniture]]></category>

		<category><![CDATA[MDF]]></category>

		<category><![CDATA[Melamine]]></category>

		<category><![CDATA[Particle Board]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<category><![CDATA[เมลามีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=17</guid>
		<description><![CDATA[
ในปัจุบันมีวัสดุมากมายให้เลือกใช้ นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ตกแต่งบ้านพัก อาศัย สถานที่ต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ไม้ Particle Board  

Particle Board คือ แผ่น ไม้ที่ประกอบขึ้นจากเส้นใยหรือชิ้นไม้ที่ละเอียด จากไม้ธรรมชาตินำมาบดย่อยและนำมาเข้าเครื่องอัดแรงดันสูง พร้อมกาวประสานและน้ำยากันความชื้น  โดยถูกอัดเป็น 3 ชั้น  มีชั้นผิวบนและล่างละเอียดมาก เคลือบผิวด้วยแผ่นเมลามีนเรซิน ซึ่งจากคุณลักษณะดังกล่าวของไม้จะมีความหยาบกว่าไม้เนื้อแข็งธรรมดา แต่ผิวหน้าจะมีความแข็งค่อนข้างมาก   และยังมีคุณสมบัติเหนือกว่าไม้แปรรูปตามธรรมชาติ ทั่วไป ในหลายด้าน เช่น 

มีขนาดแน่นอน ไม่ยืดหดตัวไปตามสภาพอากาศ  ต่างจากไม้จริงที่มักขยายและหดตัวตลอดเวลา รวมทั้งความไม่แน่นอนของคุณภาพไม้แต่ละชิ้น
ไม่มีรอยต่อ เนื่องจากผลิตเป็นแผ่นใหญ่ 1200&#215;2400 มม. 
มีสีและลายที่สม่ำเสมอ ทุกแผ่น 
แผ่น Particle Board ที่เราเลือกใช้ มีขนาด ตั้งแต่ 16 - 25 มม. ตามแต่คุณลักษณะของเฟอร์นิเจอร์และตำแหน่งในการการใช้งาน  ว่าจุดใดต้องการความแข็งแรงระดับไหน 


รู้จักกับผิว Melamine


บีฟอร์ยู เลือกใช้ ผิวชนิด เมลามีน สำหรับกรุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr">
<div dir="ltr"><span style="color: #000000;"><strong>ในปัจุบันมีวัสดุมากมายให้เลือกใช้ นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ตกแต่งบ้านพัก อาศัย สถานที่ต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้</strong></span></div>
<div dir="ltr"><span style="color: #003473;"><strong><span style="font-family: Tahoma;">ไม้ Particle Board</span></strong><span style="font-family: Tahoma;"> <strong> </strong></span></span></div>
</blockquote>
<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr"><p><span style="color: #003473;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="text-decoration: underline;">Particle Board คือ</span> </span><span style="font-family: Tahoma;">แผ่น ไม้ที่ประกอบขึ้นจากเส้นใยหรือชิ้นไม้ที่ละเอียด จากไม้ธรรมชาตินำมาบดย่อยและนำมาเข้าเครื่องอัดแรงดันสูง พร้อมกาวประสานและน้ำยากันความชื้น  โดยถูกอัดเป็น 3 ชั้น  มีชั้นผิวบนและล่างละเอียดมาก เคลือบผิวด้วยแผ่นเมลามีนเรซิน ซึ่งจากคุณลักษณะดังกล่าวของไม้จะมีความหยาบกว่าไม้เนื้อแข็งธรรมดา แต่ผิวหน้าจะมีความแข็งค่อนข้างมาก   และ</span></span><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">ยังมีคุณสมบัติเหนือกว่าไม้แปรรูปตามธรรมชาติ ทั่วไป ในหลายด้าน เช่น <span id="more-17"></span></span></p>
<ul>
<li><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">มีขนาดแน่นอน ไม่ยืดหดตัวไปตามสภาพอากาศ  ต่างจากไม้จริงที่มักขยายและหดตัวตลอดเวลา รวมทั้งความไม่แน่นอนของคุณภาพไม้แต่ละชิ้น</span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">ไม่มีรอยต่อ เนื่องจากผลิตเป็นแผ่นใหญ่ 1200&#215;2400 มม. </span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">มีสีและลายที่สม่ำเสมอ ทุกแผ่น </span></li>
<li><span style="color: #003473;"><span style="font-family: Tahoma;">แผ่น Particle Board ที่เราเลือกใช้ มีขนาด ตั้งแต่ 16 - 25 มม. ตามแต่คุณลักษณะของเฟอร์นิเจอร์และตำแหน่งในการการใช้งาน  ว่าจุดใดต้องการความแข็งแรงระดับไหน</span> </span></li>
</ul>
<p><span style="font-family: Tahoma;"><br />
</span><strong><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #003473;">รู้จักกับผิว Melamine</span></span></strong></p>
<hr size="1" /><strong></strong></p>
<ul>
<li><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">บีฟอร์ยู เลือกใช้ ผิวชนิด เมลามีน สำหรับกรุ บนแผ่น Particle Board ซึ่งถือเป็นผิวที่มีมาตรฐานสูงสุดของวัสดุปิดผิวทั่วไป </span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">โดยในปัจจุบันมีวัสดุปิดผิว อีกหลายชนิดที่ใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อยู่ทั่วไปหลากหลาย ชนิด เช่น ผิวกระดาษ ผิว ฟลอยด์ ผิว PVC ซึ่งมีคุณภาพด้อยกว่า ผิวเมลามีนที่ บีฟอร์ยูเลือกใช้ ทั้งในเรื่อง ความทนทานต่อการขีดข่วน การสัมผัสกับน้ำ และความชื้น </span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma; color: #003473;">ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า เมื่อท่านเลือกใช้บริการเฟอร์นิเจอร์ บิลท์อินของ บีฟอร์ยู ท่านจะได้เฟอร์นิเจอร์บิลท์อินที่มีอายูการใช้งานที่ยาวนาน </span></li>
</ul>
</blockquote>
<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr"><p><strong>ผลิตภัณฑ์ MDF Board</strong></p></blockquote>
<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr"><p><strong>MDF (Medium Density Fiber Board)</strong> หรือเรียกว่าแผ่นใยไม้อัดความหนาแน่นปานกลาง<br />
ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท Composite Panel ชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำเส้นใยของไม้หรือพืชที่มีเส้นใย อาทิ<br />
ยูคาลิปตัส ยางพารา ฯลฯ นำมาผสมกับกาวสังเคราะห์ แล้วจึงอัดเป็นแผ่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน<br />
โดยมีความหนาแน่นสูง</p>
<p>อะโกร ไฟเบอร์ ได้ใช้วัตถุดิบจากต้นยูคาลิปตัสมาผลิตแผ่น MDF ด้วยคุณสมบัติและลักษณะพิเศษของ<br />
ไม้ยูคาลิปตัสที่มีเส้นใยคุณภาพสูง เมื่อนำมาสู่กระบวนการผลิตเป็นแผ่น MDF จะมีจุดเด่นด้านความแข็งแรง<br />
จึงสามารถนำไปประยุกต์ทดแทนไม้จากธรรมชาติได้กับงานทุกประเภทดังนั้น แผ่น MDF จึงเป็นที่ต้องการ<br />
ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผลรวมจากการผลิตประมาณร้อยละ 40 ของการผลิตทั้งหมด                   ถูกส่งไปจำหน่าย<br />
ต่างประเทศ อาทิ เกาหลี จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง</p></blockquote>
<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr"><p><span style="color: #0000ff;"><strong class="txtgreen">ประเภทและการใช้ประโยชน์ ไม้อัด MDF </strong></span></p>
<p>แผ่น MDF มีความได้เปรียบแผ่นไม้ชนิดอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์กับการใช้งาน<br />
ได้เกือบทุกประเภท ด้วยคุณสมบัติที่มีความแข็งแรงสูงและความเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั่วทั้งแผ่น และถ้าแบ่งตามลักษณะคุณสมบัติ แบ่งได้ 3 ประเภท คือ</p>
<p>1. <strong>ชนิดความหนาแน่นสูง</strong> โดยมากนิยมใช้ทำพื้นอาคาร, บ้านเรือน, นำไปปิดผิว พ่นสี ให้ดูดียิ่งขึ้น<br />
2. <strong>ชนิดความหนาแน่นปานกลาง</strong> นิยมใช้ในอุตสาหกรรมตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งงานแกะสลักได้เกือบทุกชนิด<br />
3. <strong>ชนิดความหนาแน่นต่ำ</strong> ปัจจุบันเริ่มมีใช้แพร่หลายทางยุโรป และอเมริกา นิยมใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ Knock-down</p></blockquote>
<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr">
<p class="txtgreen" align="left"><strong>Specification : ไม้ MDF</strong></p>
<p><strong></strong><img src="http://www.woodsales.net/Images/blank.gif" alt="" width="50" height="1" />เกรด  A  /  ขนาดมาตรฐาน    :   4 X 8   ขนาดพิเศษ    5 X 8  ฟุต  ,   4 X 10  ฟุต</p>
<table class="txtgray" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="95%" align="center" bordercolor="#99cc33">
<tbody>
<tr class="txtgreen" bgcolor="#99cc33">
<td rowspan="2" width="6%">
<div><strong>Item</strong></div>
</td>
<td rowspan="2" width="39%">
<div><strong>Properties</strong></div>
</td>
<td rowspan="2" width="13%">
<div><strong>Unit</strong></div>
</td>
<td colspan="3">
<div><strong>Range of Thickness </strong></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td class="txtgreen" width="13%" bgcolor="#99cc33">
<div><strong>2.5</strong></div>
</td>
<td class="txtgreen" width="14%" bgcolor="#99cc33">
<div><strong>3.0, 3.2</strong></div>
</td>
<td class="txtgreen" width="15%" bgcolor="#99cc33">
<div><strong>4.0, 4.5, 5.0 </strong></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>1</td>
<td>Thickness Tolerance ( ความหนาบอร์ด)</td>
<td>
<div>mm</div>
</td>
<td>
<div>±0.25mm</div>
</td>
<td>
<div>±0.30mm</div>
</td>
<td>
<div>±0.40mm</div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>2</td>
<td>Density ( ความหนาแน่นบอร์ด )</td>
<td>
<div>kg/m3</div>
</td>
<td colspan="3">
<div>&gt;= 900kg/m3</div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>3</td>
<td>Modulus  of  Rupture (  ความต้านทานแรงดัด )</td>
<td>
<div>MPa</div>
</td>
<td colspan="3">
<div>&gt;= 38 MPa</div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>4</td>
<td>Moisture Content ( ความชื้นบอร์ด )</td>
<td>
<div>%</div>
</td>
<td colspan="2">
<div>&gt;= 5%</div>
</td>
<td>
<div>&lt;= 12%</div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>5</td>
<td>Thickness Swelling ( การพองตัว)</td>
<td>
<div>%</div>
</td>
<td colspan="3">
<div>&lt;= 30%</div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>6</td>
<td>Water Absorption ( ความดูดซึมน้ำ )</td>
<td>
<div>%</div>
</td>
<td colspan="3">
<div>&lt;= 60%</div>
</td>
</tr>
<tr>
<td>7</td>
<td>Diagonal ( เส้นแยงมุม )</td>
<td>
<div>mm</div>
</td>
<td colspan="3">
<div>&lt;= 6.0mm</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</blockquote>
<blockquote style="margin-right: 0px;" dir="ltr"><p>Credit By<br />
agrofiber.net<br />
woodsales.net<br />
b4u2.com</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=17</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ออกแบบตกแต่งภายใน &#124; เฟอร์นิเจอร์ &#124; บิวท์อิน &#124; interior &#124; Decorate &#124; Furniture &#124; Built-in</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=11</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=11#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jan 2009 13:49:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[D.I.Y]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[ออกแบบตกแต่งภายใน &#124; เฟอร์นิเจอร์ &#124; บิวท์อิน &#124; interior &#124; Decorate &#124; Furniture &#124; Built-in
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ออกแบบตกแต่งภายใน | เฟอร์นิเจอร์ | บิวท์อิน | interior | Decorate | Furniture | Built-in</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=11</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Welcome to Interior4Thai.com</title>
		<link>http://www.interior4thai.com/?p=1</link>
		<comments>http://www.interior4thai.com/?p=1#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 Nov 2008 08:11:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Interior4Thai]]></category>

		<category><![CDATA[bulit-in]]></category>

		<category><![CDATA[decorate]]></category>

		<category><![CDATA[furniture]]></category>

		<category><![CDATA[interior]]></category>

		<category><![CDATA[บิวท์-อิน]]></category>

		<category><![CDATA[ออกแบบตกแต่งภายใน]]></category>

		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.interior4thai.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[ ขอต้อนรับเข้าสู่ เว็บ Interior4Thai.com เว็บนี้เป็นเว็บให้ความรู้ในด้านการออกแบบตกแต่งภายใน งานดีไซน์ งานเฟอร์นิเจอร์ ความรู้เรื่องของ เฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน (Bulit-IN) เป็นเว็บนำเสนอเรื่องราวของการตกแต่งภายใน เรื่อราวของวัสดุใหม่ๆ ในการใช้ในงานตกแต่งภายใน ปรึกษาปัญหาพูดคุย เรื่องราวต่างๆในธุรกิจ ด้าน ออกแบบตกแต่งภายใน

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000000;"> ขอต้อนรับเข้าสู่ เว็บ <span style="color: #800000;"><strong>Interior4Thai.com</strong></span> เว็บนี้เป็นเว็บให้ความรู้ในด้านการออกแบบตกแต่งภายใน งานดีไซน์ งาน<span style="color: #0000ff;">เฟอร์นิเจอร์</span> ความรู้เรื่องของ เฟอร์นิเจอร์<span style="color: #000080;">บิวท์อิน</span> <strong>(Bulit-IN) </strong>เป็นเว็บนำเสนอเรื่องราวของการตกแต่งภายใน เรื่อราวของวัสดุใหม่ๆ ในการใช้ในงานตกแต่งภายใน ปรึกษาปัญหาพูดคุย เรื่องราวต่างๆในธุรกิจ ด้าน ออกแบบตกแต่งภายใน<strong><br />
</strong></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.interior4thai.com/?feed=rss2&amp;p=1</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
